วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พระพุทธศาสนาภายใต้มหากษัตริย์อินเดียหลายพระองค์



ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชนั้น ศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดูอยู่ในช่วงของการพัฒนาจากศาสนาแห่งการกระทำพิธีบูชายัญไปสู่ศาสนาแห่งการแสดงความภักดีต่อพระเป็นเจ้าผู้มีนามต่างๆ เช่นพระหริ พระนารายณ์ พระวิษณุ และพระศิวะ ในรัชสมัยของพระเจ้าอโศกนั้นพระพุทธศาสนาได้กลายเป็นศรัทธาหลักของประชาชน ในขณะที่พวกพราหมณ์ก็ยังคงมีอิทธิพลและเป็นเป็นส่วนสำคัญของชนชั้นปกครอง ในทันทีที่พระเจ้าอโศกเสด็จสวรรคต ปฎิกิริยาของฝ่ายพราหมณ์ก็ได้บังเกิดขึ้น อาณาจักรของพระองค์ได้เกิดการอ่อนแอและเริ่มแตกสลาย ประมาณ 50 ปีหลังการสวรรคตของพระเจ้าอโศก พราหมณ์ปุษยมิตร ซึ่งเป็นขุนพลของกษัตริย์ราชวงศ์เมารยะได้ปลงพระชนม์กษัตริย์ของตนเองแล้วปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของราชวงศ์ศุงคะ


กษัตริย์ปุษยมิตรในความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอินเดียทางภาคเหนือให้กลายเป็นดินแดนแห่งศาสนาพราหมณ์ ก็ได้กระทำพิธีอัศวเมธ(พิธีนำม้า้มาบูชายัญ คือปล่อยม้าอุปการให้ผ่านดินแดนต่างๆ เป็นการประกาศอำนาจจนม้านั้นกลับมา แล้วเอาม้านั้นฆ่าบูชายัญ เป็นพิธีประกาศอานุภาพของราชาธิราชในอินเดียครั้งโบราณ)ถึงสองครั้งและได้เริ่มกระทำทารุณกรรมเข่นข้าชาวพุทธ พระองค์ท่านได้ทำการเผาวัดวาอารามต่างๆของชาวพุทธ สังหารพระภิกษุในพุทธศาสนา และแม้กระทั่งมีพระราชโองการประกาศพระราชทานรางวัลให้ค่าหัวแก่คนที่สามารถสังหารชาวพุทธได้


อย่างไรก็มี กษัตริย์ปุษยมิตรก็ไม่ได้ทรงมีอานุภาพมากเท่ากษัตริย์ของราชวงศ์เมารยะ และพระพุทธศาสนาก็มิได้ถึงกับถึงจุดจบโดยความพยายามของพระองค์ แม้ว่าจะถูกเข่นฆ่าทำลายล้างอย่างไร ชาวพุทธก็ยังยืนหยัดมีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างไม่เสื่อมคลาย ยิ่งไปกว่านั้น พระพุทธศาสนาก็ได้เฟื่องฟูขึ้นในอาณาจักรอื่นๆทั้งในทางภาคเหนือและในทางภาคใต้ซึ่งแยกออกไปจากอาณาจักรเดิมของราชวงศ์เมารยะทั้งในช่วงก่อนและในระหว่างการปกครองของกษัตริย์ปุษยมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ พระพุทธศาสนาได้รับการอุปถัมภ์อย่างแข่งขันจากกษัตริย์อินโดกรีกพระนามว่า เมนันเดอร์ หรือ พระเจ้ามิลินท์.


เมนันเดอร์ (Menander)หรือ มิลินท์ (Milinda) เป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งปกครองอาณาจักรชาวกรีกบากเตรียในทางภาคตะวันเฉียงเหนือของอินเดียในช่วงเดียวกับการปกครองของกษัตริย์ปุษยมิตร พระองค์เป็นชาวพุทธ เป็นนักปราชญ์และเป็นองค์องค์อุปถัมภ์ที่ยิ่งใหญ่ของศาสนา คำสนทนาที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาระหว่างพระยามิลินท์และพระนาคเสนเถระถูกบันทึกไว้ใน มิลินทปัญหา อันเป็นผลงานภาคภาษาบาลีที่มีชื่อเสียงที่ถูกตั้งชื่อตามพระนามของพระองค์ ในช่วงเวลาเดียวกันนี้  โดยอาศัยอิทธิพลของของกรีก ก็ได้ปรากฏการสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาเป็นครั้งแรก และในช่วงศตวรรษนี้เองการสร้างพระพุทธรูปจึงกลายเป็นเรื่องปกติในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียและได้พัฒนากลายเป็นสกุลศิลปะคันธาระ และต่อมาพระพุทธรูปสกุลนี้ได้แพร่หลายและได้รับการยอมรับในดินแดนชาวพุทธทั้งปวง การสร้างพระพุทธรูปเป็นวัตถุสำหรับการบูชานี้นับว่าเป็นคูณูปการเป็นอย่างมากต่อการพัฒนาประเพณีทางศาสนา วัดวาอาราม การวาด การปั้น การแกะสลัก และการดนตรีในอีกหลายศตวรรษต่อมา



นอกไปจากที่กล่าวแล้วข้างต้น ในเวลาเดียวกันนี้ การเคลื่อนไหวแบบใหม่ซึ่งเรียกว่ามหายานก็ได้เริ่มต้นขึ้นในอินเดียทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ  ซึ่งในที่นั้นทั้งนิกายเถรวาทและนิกายมหายานต่างก็เฟื่องฟูควบคู่กันไป  และจากที่นั่นทั้งนิกายเถรวาทและนิกายมหายานก็ได้เผยแผ่เข้าไปในเอเชียเหนือ และก็ในช่วงก่อนหน้านั้นหรือไม่ก็ในช่วงรัชสมัยของพระเจ้ามิ่งตี่พระพุทธศาสนาก็ได้เผยแผ่เข้าไปไกลถึงประเทศจีน เมื่อกาลเวลาผ่านไป ศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทก็ได้เคลื่อนตัวลงมาอยู่ทางภาคใต้และได้เฟื่องฟูออกนอกประเทศอินเดีย ในอินเดียทางตอนเหนือพุทธศาสนาฝ่ายมหายานก็ได้แข่งแกร่งมากขึ้นในขณะที่พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทกลับอ่อนแอลง ในพุทธศตวรรษที่ 9 พุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมีความอ่อนแอมากจนถึงกับว่าศูนย์กลางของฝ่ายเถรวาทที่พุทธคยาต้องส่งพระพุทธโฆษาจารย์ไปเกาะลังกาเพื่อแปลอรรถกถากลับมาเป็นภาษาบาลีและนำกลับคืนสู่ประเทศอินเดีย   


พุทธศาสนาฝ่ายมหายานได้รับการอุปถัมภ์เป็นอย่างดีและเฟื่องฟูมากภายใต้พระเจ้ากนิษกะพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งปกครองอาณาจักรกุษาณในอินเดียทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือและปากีสถานในช่วงครึ่งต้นของพุทธศตวรรษที่ 7 และสามารถกล่าวได้ว่าพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานในสมัยของพระเจ้ากนิษกะมีการพัฒนาอย่างโดดเด่นมากนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


เป็นที่น่าตั้งเป็นข้อสังเกตถึงพระมหากษัตริย์ห้าพระองค์ของประวัติศาสตร์อินเดีย(คือนับแต่พุทธศักราช 1 ปีจนถึงช่วงที่อังกฤษเข้ายึดครองอินเดียในปี พ.ศ. 2327) ปรากฏว่า พระมหากษัตริย์ 3 พระองค์เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา พระองค์หนึ่งนับถือศาสนาพราหมณ์ และอีกพระองค์หนึ่งเป็นมุสลิมซึ่งเข้ามาตั้งเป็นศาสนาใหม่ในอินเดีย


พระมหากษัตริย์พระองค์แรกและเป็นพระองค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือพระเจ้าอโศก(พ.ศ. 218-260) พระองค์ได้ทรงให้การอุปถัมภ์แก่พระพุทธศาสนาในรูปแบบดั้งเดิมจนทำให้เผยแผ่ออกไปนอกพรมแดนของอินเดียจนกลายเป็นศาสนาของโลกและได้พัฒนาเป็นวัฒนธรรมชาวพุทธของประเทศต่างๆในเอเชียใต้


พระมหากษัตริย์พระองค์ที่สองคือพระเจ้ากนิษกะ(พ.ศ.621-644) เป็นองค์อุปถัมภ์พุทธศาสนาฝ่ายมหายาน พระองค์ทรงสานต่อผลงานของพระเจ้าอโศกและทรงช่วยให้พุทธศาสนานิกายฝ่ายเหนือคือมหายานนี้ได้เผยแผ่ออกไปอย่างกว้างขวาง


พระมหากษัตริย์พระองค์ที่สาม คือ พระเจ้าจันทรคุปตะที่ 2 วิกรมาทิตย์(พ.ศ.923-956) แห่งราชวงศ์คุปตะของฮินดู พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงปกครองในระหว่างที่สถาบันพระพุทธศาสนามีความเจริญมากและมีอิทธิพลมากถึงกับว่าบรรดาผู้นำของฮินดูจะต้องพึ่งพาชาวพุทธ(อย่างเช่นมีนายพลเป็นชาวพุทธ มีที่ปรึกษาเป็นชาวพุทธ เป็นต้น) และพึ่งพาสถาบันพระพุทธศาสนาเพื่อจะใช้เป็นฐานเพื่ออำนาจและความรุ่งเรืองไพบูลย์ของผู้นำเหล่านั้น  นอกจากนั้นแล้วบรรดาผู้นำเหล่านี้ก็ได้ถูกบังคับหรือถูกชี้นำให้ต้องมีความอดทนอดกลั้นต่อพระพุทธศาสนาหรือแม้กระทั่งว่าถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนศาสนามานับถือพุทธศาสนา


พระมหากษัตริย์องค์ที่สี่คือ พระเจ้าหรรษะ หรือ หรรษะ-วรรธนะ หรือ หรรษะ สีลาทิตยะ (พ.ศ. 1149-1191) ทรงเป็นพระจักรพรรดิชาวพุทธองค์สุดท้ายของอินเดีย ทรงทำให้ประทีปของพระพุทธศาสนาในอินเดียส่องสว่างขึ้นมาในช่วงเวลาสั้นๆภายหลังจากที่ต้องประสบกับเคราะห์กรรมจากการรุกรานของต่างชาติและการกดขี่ข่มเหงภายในและก่อนที่จะสูญหายไปด้วยสาเหตุอย่างเดียวกันโดยสิ้นเชิงจากวงการศาสนาของอินเดีย


พระมหากษัตริย์องค์ที่ห้าและเป็นองค์สุดท้ายคือพระเจ้าอักบาร์(พ.ศ.2103-2148) พระองค์ทรงขึ้นสู่ราชบังลังก์ของจักรวรรดิโมกุลในช่วงที่มุสลิมยึดครองอินเดีย เป็นช่วงที่พระพุทธศาสนาเสื่อมสูญจากอินเดีย  พระองค์ไม่ทรงพอพระทัยที่จะอยู่กับศาสนาอื่นๆ จึงทรงตั้งศาสนาของพระองค์เองขึ้นมา เรียกว่า ดิน อิลลาฮี หรือ แปลว่า ทิพยศรัทธา (Din-i-Ilahi or the Divine Faith) ซึ่งศาสนานี้ก็ได้ตายไปพร้อมกับการสวรรคตของพระเจ้าอักบาร์

พระพุทธศาสนาของนิกายฝ่ายเหนือ



ได้มีการกระทำสังคายนาภายใต้การอุปถัมภ์ของพระเจ้ากนิษกะ แต่เป็นการสังคายนาที่ฝ่ายเถรวาทไม่ให้การรับรอง โดยจัดขึ้นที่กัษมีระ หรือชลันดาร์ นับได้ว่าเป็นสังคายนาตรั้งที่สามของมหายานซึ่งไม่ยอมรับสังคายนาครั้งที่สามที่ฝ่ายเถรวาทจัดขึ้นที่เมืองปาตลีบุตร และถือว่าเป็นสังคายนาครั้งที่สี่ของอินเดีย สังคายนนาครั้งนี้ผู้ที่เป็นประธานคือพระเถระผู้คงแก่เรียนนามว่า พระวษุมิตร และพระปารษวะ และมีพระสงฆ์เข้าร่วมสังคายนาจำนวนห้าร้อยรูป ในสังคายนาครั้งนี้ได้ให้การยอมรับพระคัมภีร์ภาษาสันสกฤตชุดใหม่พร้อมทั้งหลักการพื้นฐานของนิกายฝ่ายมหายาน นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่นามว่าอัศวโฆษซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางศาสนาของพระจักรพรรดิและเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในสังคายนาครั้งนี้ได้เขียนอรรถกถา(คำอธิบาย)ของฝ่ายมหายานเป็นครั้งแรกไว้หลายเรื่อง ท่านอัศโฆษผู้นี้ได้ชื่อว่าเป็นกวีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดียก่อนท่านกาลิทาส ในราวครึ่งศตวรรษหลังจากท่านอัศวโฆษนี้ ท่านนาคารชุนซึ่งเป็นนักปราชญ์ชาวพุทธผู้ยิ่งใหญ่อีกผู้หนึ่ง ก็ได้ก่อตั้งนิกายมาธยมิกะของฝ่ายมหายาน


ท่านนาคารชุนเกิดที่แคว้นอันธระอันเป็นจักวรรดิของกษัตริย์ราชวงศ์ศาตวาหนะในอินเดียตอนกลางซึ่งอยู่ทางใต้ของจักรวรรดิกุษานที่เกิดขึ้นมาภายหลังการล่มสลายของจักรวรรดิเมารยะและเจริญรุ่งเรืองอยู่จนถึงพุทธศตวรรษที่ 8  ท่านนาคารชุนเป็นพระสหายของกษัตริย์ยัชญาศรีซึ่งปกครองจักรวรรดิสาตวาหานระหว่าง พ.ศ. 709 ถึง พ.ศ. 739 และพุทธศาสนาก็มีความรุ่งเรืองภายใต้การอุปถัมภ์ของพระองค์ เพราะว่าบรรดากษัตริย์แห่งจักรวรรดิสาตวานล้วนเป็นองค์อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาและใช้จ่ายทุนทรัพย์ของแผ่นดินจำนวนมหาศาลเพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามที่สำคัญๆ เช่น ศาญจี อมราวดี และนาคารชุนิโกณฑะ ตลอดจนการสร้างสาธารณวัตถุ เช่น โรงเรียน บ้านพักอาศัย บ่อน้ำ อ่างน้ำ สะพาน และเรือข้ามฟากเป็นต้น


ในปุรุษปุระเมืองหลวงของพระองค์นั้นพระเจ้ากนิษกะได้ทรงสร้างพระสถูปขนาดใหญ่สถูปหนึ่งซึ่งบัดนี้เหลือแต่ซากที่ฐานวัดออกไปทุกด้านวัดได้ 285 ฟุตและมีความความสูง 638 ฟุต ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ภายใต้พระอุปถัมภ์ของพระองค์ วรรณกรรมภาษาสันสกฤตและศิลปะสกุลคันธาระได้เจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่ง และจากอิทธิพลของการสังคายนาก็ดี จากผลงาผลงานของนักปราชญ์ราชบัณฑิตก็ดี จากการสนับสนุนส่งเสริมในพระราชูปถัมภ์ก็ดี ทำให้พุทธศาสนามหายานได้เผยแผ่เข้าไปในเอเชียกลางไปจนถึงจีน จากจีนก็เผยแผ่เข้าไปยังเกาหลีและญี่ปุ่นและได้หยั่งรากแน่นหนามั่นคงอยู่ในประเทศต่างๆเหล่านี้.


เมื่อถึงช่วงนี้ศูนย์กลางของการศึกษาของศาสนาพุทธตั้งอยู่ที่นาลันทา ท่านนาคารชุนเองก็ได้เคยเข้าไปพำนักอยู่ที่นี่เป็นเวลาหลายปี ในช่วงระหว่างยุคคุปคะ(พ.ศ. 863-467) พนาลันทาได้เจริญเติบโตทั้งทางด้านขนาดและด้านความสำคัญจวบจนกระทั่งได้กลายเป็นมหาวิทยาลัยนาลันทาที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมีพระภิกษุสงฆ์รวมทั้งฆราวาสจำนวนระหว่าง 3000-10000 รูป/คน พำนัก สอนและศึกษาอยู่ในขณะนั้น และวิชาการที่มีการสอนในมหาวิทยาลัยก็เช่น พระพุทธศาสนา ตรรกศาสตร์ ปรัชญา กฎหมาย แพทยศาสตร์  ภาษาศาสตร์  ไวยากรณ์ โยคะ และดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยนาลันทาได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์หลายราชวงศ์ และทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติจวบจนกระทั่งถูกทำลายโดยพวกเติร์กในราวปี พ.ศ. 1750 ภาพเขียนทางพระพุทธศาสนาระดับคลาสสิกในถ้ำ 29 แห่งได้ถูกแกะสลักไว้ในหินที่อะชันตา(ประมาณ 250 ไมล์ทางตะวันออกฉียงเหนือของบอมเบย์(มุมไบในปัจจุบัน) อันเป็นการแกะสลักที่มีอายุย้อนหลังไปราวปี พ.ศ. 350 ก็เกิดขึ้นในระหว่างยุคคุปตะนี่อีกเหมือนกัน


ในช่วงเวลาเดียวกันนี้(คือในพุทธศตวรรษที่ 9) ท่านอสังคะ และท่านวสุพันธุ สองคนพี่น้อง ได้ก่อตั้งนิกายโยคาจารขึ้นมา ในขณะที่หลักคำสอนของสุญวาทของพวกมัธยมิกะได้ถูกประกาศให้เป็นผลงานหลักของพวกปรัชญาปารมิตะ หลักคำสอนของวิชญาณวาทของโยคาจารก็ได้ถูกสอนในลังกาลตารสูตร หลักการของสองระบบของมหายานนี้มีอิทธิพลต่อรูปแบบของคำสอนของพระพุทธศาสนาในจีน เกาหลี ญี่ปุ่นและทิเบต


ในราวปี พ.ศ. 944  ท่านกุมารชีวะ นักแปลผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของฝ่ายมหายานก็ได้ถูกนำตัวจากเอเชียกลางไปยังจีนในฐานะเชลยศึก หลังจากนั้นไม่นานท่านก็ได้ถูกนำตัวไปที่ราชสำนักจีนที่ฉางอาน ท่านกุมารชีวะโยการช่วยเหลือของบรรดาศิษษยุศิษย์จีนท่านได้แปลตำราภาษาสันสกฤตจำนวนมากรวมทั้งผลงานของท่านนาคารชุนเป็นภาษาจีน คำแปลของท่านถือได้ว่าเป็นงานที่มีมาตรฐานนานนับหลายศตวรรษในภาษาจีนและท่านได้รับเกียรติจากชาวพุทธจีนว่าเป็นผู้ทรงภูมิความรู้ทางหลักคำสอนของพระพุทธศาสนามากที่สุด  ก็เพราะท่านกุมารชีวะนี่แหละที่ทำให้พระพุทธศาสนาได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนจีน และท่านก็ยังเป็นผู้วางรากฐานเพื่อเปลี่ยนแปลงเอเชียตะวันออกให้เป็นดินแดนของมหายาน หลังจากยุคของท่านกุมารชีวะนี้แล้ว นักปราชญ์อื่นๆทั้งที่เป็นชาวจีนและชาวต่างประเทศก็ได้แปลตำราของโยคาจารและทำให้แพร่หลายเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในจีน


ระหว่างปี พ.ศ. 944-953 นักแสวงบุญจีนนามว่าหลวงจีนฟาเหียนซึ่งเป็นศิษย์ของท่านกุมารชีวะได้ไปเยือนอินเดียเพื่อเสาะแสวงหาคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธ ท่านหลวงจีนฟาเหียนได้เขียนเล่าถึงสภาพต่างในรัชสมัยของพระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 2 ว่าสังคมอินเดียมีความเจริญก้าวหน้ามากภายใต้อิทธิพลของพระพุทธศาสนา ประชาชนมีความสุขและมีความมั่งคั่ง เมื่อเปรียบเทียบกับอาณาจักโรมันและอินเดียแล้ว อินเดียน่าจะเป็นดินแดนที่มีความศิวิไลซ์มากที่สุดในเวลานั้น


ในราว 25 ปีหลังจากหลวงจีนฟาเหียนเยือนเกาะชวาในระหว่างเดินทางกลับไปที่จีนนั้น มีพระภิกษุจีนอีกรูปหนึ่งนามว่าคุณวรมันได้เดินทางไปเยือนที่เกาะชวานี้ ท่านประสบความสำเร็จสามารถชักนำพระราชมารดาของพระราชินีให้มานับถือพระพุทธศษสนา ต่อแต่นั้นพระราชาและประชาชนก็ได้หันมานับถือพระพุทธศาสนา หลังจากนั้นท่านคุณวรมันได้รับการอาราธนาจากจักรพรรดิจีนให้ไปเยือนจีน ซึ่งท่านก็ได้ไปเผยแผ่คำสอนของ”ดอกบัวแห่งกฎมหัศจรรย์ “(The Lotus of the Wonderful Law) และได้ก่อตั้งสถาบันสังฆภิกษุณีขึ้นมาที่นั่นด้วย


ในปี ค.ศ. 1069 พระภิกษุอินเดียนามว่าพระโพธิธรรม ได้เดินทางไปที่จีนและได้รับการอาธารนาเข้าไปยังราชสำนักของจักรวรรดิจีนที่เมืองโลยัง หรือ นานกิง ณที่นี้ท่านได้ก่อตั้งนิกายชาน หรือพระพุทธศาสนาแบบฌาน ซึ่งในอีกสองสามศตวรรษต่อมา ได้เผยแผ่ไปทั่วจีนและราวหกศตวรรษต่อมา ก็ไปเป็นนิกายที่ลงหลักปักฐานมั่นคงอยู่ที่ญี่ปุนในนามพระพุทธศาสนาแบบเซน.

ความเสื่อมของพระพุทธศาสนาในอินเดีย


พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองในช่วงหลายศตวรรษต่อจากยุคของพระเจ้าอโศกเรื่อยมา ผ่านยุคต่างๆของราขวงศ์กรีกบากเตรีย(พุทธศตวรรษที่ 3) ยุคของจักรพรรดิองค์ต่างๆของราชวงศ์กุษาน และยุคทองของราชวงศ์คุปตะ  แต่หลังจากยุคนี้แล้วพระพุทธศาสนาก็ได้เสื่อมทรามลงไปซึ่งเริ่มด้วยการรุกรานของพวกฮั่นขาวและจากการจลาจลวุ่นวายในทางการเมือง


พวกฮั่นขาวหรือพวกหูนาคือพวกชนเผ่าเร่ร่อนของเอเชียกลาง พวกนี้ได้นำกองทัพของตนบุกเข้ามาในอินเดียโดยผ่านทางพรมแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ในช่วงแรกนั้นอาณาจักรคุปตะประสบความสำเร็จในการต้านทานกองทัพของพวกฮั่นขาวนี้ได้ แต่เมื่อถูกโจมตีหลายครั้งเข้าในระหว่าง ค.ศ. 500-528 อาณาจักรคุปตะก็เกิดการอ่อนแอลงและในที่สุดก็เกิดการแตกสลาย มิหิรกุละ กษัตริย์ของฮั่น ทรงนับถือพระศิวะ พระองค์จึงได้ทำลายวัดวาอารามและปูชนียสถานและปูชนียวัตถุของชาวพุทธเกือบทั้งหมดทั้งในคันธาระและในกัษมีระ และได้เข่นฆ่าชาวพุทธอย่างโหดร้ายทารุณ มหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่มากแห่งเมืองตักกสิลาซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการศึกษาที่มีชื่อเสียงของชาวพุทธแห่งหนึ่งได้ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง


ในระหว่างการล่มสลายของจักรวรรดิคุปตะนั้น บรรดาเจ้าชายหลายพระองค์ก็ได้จัดตั้งรัฐอิสระขึ้นมาหลายรัฐ ซึ่งบางรัฐก็เป็นรัฐนับถือศาสนาพุทธและด้วยความพยายามของรัฐเหล่านี้จึงทำให้พระพุทธศาสนาสามารถเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาตามส่วนนต่างๆของอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือในทางภาคเหนือและทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


ในทางภาคตะวันตกนั้น นายพลคนหนึ่งของราชวงศ์คุปตะได้ก่อตั้งราชวงศ์ไมตระกะขึ้นที่เมืองวลภี ในราวปี ค.ศ. 490 วัดอาอารามต่างๆได้ถูกสร้างขึ้น ณที่นี้ ซึ่งในหนึ่งศตวรรษต่อมาก็ได้เจริญเติบโตเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ขนาดใหญ่เรียกว่า วลภี หรือ ทุฑฑา ตามพระนามของเจ้าชายผู้ทรงสถาปนา มหาวิทยาลัยวลภีเป็นศูนย์กลางการศึกษาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอินเดียภาคตะวันตกนานกว่า 2 ศตวรรษ โยเฉพาะอย่างยิ่งได้ให้การศึกษาในระดับสูงทางด้านตรรกศาสตร์ ดาราศาสตร์ และกฎหมาย มหาวิทยาลัยวลภีเป็นศูนย์กลางการศึกษาของพุทธศาสนาฝ่ายหีนยานในทิศตะวันตก  ในขณะเดียวกับที่มหาวิทยาลัยนาลันทาเป็นศูนย์กลางการศึกษาของฝ่ายมหายานทางด้านตะวันออก


มหาวิทยาลัยวลภีถูกทำลายในปี พ.ศ. 1318 เมื่อพวกมุสลิมโดยคำนะนำของพ่อค้าฮินดูผู้หนึ่งซึ่งประสงค์จะได้รางวัลได้เข้าโจมตีเมืองจากทางทะเล ปัจจุบันไม่ปรากฏร่องรอยของมหาวิทยาลัยอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ให้เห็น จะมีเหลืออยู่บ้างก็เพียงรอยสลักของชื่อมหาวิทยาลัยบนแผ่นทองเหลืองเท่านั้น


ในอินเดียทางภาคเหนือนั้น มีราชวงศ์ต่างๆเรืองอำนาจขึ้นมาในช่วงเวลาสั้นๆจากราชวงศ์หนึ่งเปลี่ยนเป็นอีกราชวงศ์หนึ่งจนกระทั่งราชวงศ์เหล่านี้ถูกเข้าแทนที่โดยกษัตริย์พระนามว่าหรรษวรรธนะในศตวรรษต่อมา  พระเจ้าหรรษะ หรือเรียกอีกพระนามหนึ่งว่า หรรษะ สีลาทิตยะ ทรงก่อตั้งจักรวรรดิของพระองค์ทางอินเดียตอนเหนือและทรงปกครองระหว่าง พ.ศ. 1149-1191  ในฐานะที่เป็นจักรพรรดิชาวพุทธองค์สุดท้ายของอินเดีย ภายใต้การปกครองของพระองค์ อินเดียได้มีความเจริญรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและอารยธรรม พระองค์ได้ใช้ตัวอย่างของพระเจ้าอโศกโดยได้อุทิศพระองค์ให้แก่งานศิลปะและสันติภาพอย่างที่มีการพูดกันว่า “ถึงทรงลืมบรรทมและลืมเสวยพระกระยาหารในตอนที่ทรงมกมุ่นอยู่กับงานศิลปะที่ดีๆ” พระองค์ได้ทรงสนับสนุนการเรียนรู้และวรรคดีและมหาวิทยาลัยนาลันทาก็อยู่ภายใต้พระอุปถัมภ์ของพระองค์.

พุทธศาสนาแบบอินเดียในจีนและทิเบต


ในรัชสมัยของพระเจ้าหรรษะวรรธนะนั้น มีนักท่องเที่ยวชาวจีนผู้ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งนามว่า ยวนฉวาง (Yuan Chwang) หรือ ซ่วน-ถัง(Hsuan-tsang) ได้เดินทางเข้าไปเยือนอินเดียและได้ไปอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 15 ปี (พ.ศ.1172-1187)  โดยท่านได้ไปศึกษาวิชาปรัชญาโยคาจาร อยู่ที่มหาวิทยาลัยนาลันทาและได้ท่องเที่ยวไปทั่วประเทศอินเดีย ท่านได้รับการต้อนรับด้วยเกียรติยศอย่างสูงในราชสำนักของจักรวรรดิของพระเจ้าหรรษะวรรธนะ ณ ที่เมืองหลวงนครกาโนจ (Kanauj) เรื่องราวของการเดินทางของท่านที่ท่านเขียนขึ้นมาเองอยู่ในผลงานที่ชื่อว่าบันทึกชาวพุทธว่าด้วยโลกทางตะวันตก”(Buddhist Records of the Western World) ซึ่งถือว่าเป็นเอกสารที่มีค่ายิ่งฉบับหนึ่งสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์และอารยธรรมเอเชียของยุคนั้น



เมื่อเดินทางกลับไปที่จีนท่านซวนถังได้นำตำราและต้นฉบับภาษาสันสกฤตจำนวน 600 เล่มกลับไปด้วย และจากการได้พระอุปถัมภ์ของพระจักรพรรดิไตซุงแห่งราชวงศ์ถัง ท่านก็ได้แปลออกเป็นภาษาจีนในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ของท่าน ความพยายามของท่านส่วนหนึ่งมุ่งไปที่เผยแพร่ความรู้ในหลักคำสอนของโยคาจารที่ท่านชื่นชอบ



นอกจากนั้นแล้ว ในระหว่างนี้ ซรอน-บซาน-ซัม-โป (Sron-btsan-sgam-po) กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของทิเบต (ประสูติเมื่อ พ.ศ. 1160) ได้อภิเษกกับสองเจ้าหญิง โดยองค์หนึ่งเป็นเจ้าหญิงจากเนปาลและอีกองค์หนึ่งเป็นเจ้าหญิงจากจีน พระราชินีทั้งสองพระองค์ทรงนับถือพระพุทธศาสนา  พระนางทั้งสองได้ทรงชักนำให้พระมหากษัตริย์ทิเบตหันมานับถือพระพุทธศาสนาและได้ทำให้ทิเบตเป็นประเทศมหายานประเทศสุดท้ายที่ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา จากนั้นกษัตริย์ทิเบตก็ได้ทรงส่งผู้นำสารหรือทูตชื่อว่า ธอนนี สัมโภตะ ไปที่อินเดียเพื่อศึกษาพระพุทธศาสนาและภาษาอินเดีย กับทั้งเพื่อหาทางประดิษฐ์ตัวอักษรสำหรับภาษาทิเบต และธอมมีก็ประสบความสำเร็จในภาระที่ได้รับมอบหมาย ต่อจากนั้นธอมมีก็ได้เริ่มแปลคัมภีร์ศาสนาพุทธภาคภาษาสันสกฤตเป็นภาษาทิเบตและได้ชื่อว่าเป็นบิดาของวรรณคดีทิเบต  แม้ว่าจะได้รับพระราชูปถัมภ์จากพระมหากัตริย์ทิเบตแต่พระพุทธศาสนาก็ยังไม่หยั่งรากลึกในทิเบตในระหว่างศตวรรษแรกๆเพราะต้องต่อสู้กับศาสนาพื้นเมืองที่นับถือผีที่เรียกว่าบอนโป ซึ่งมีความเชื่อในเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติและมีขนบธรรมเนียมประเพณีที่แปลกประหลาด ในศตวรรษต่อมามีนักปราชญาที่เป็นพระภิกษุสองรูปได้รับอาราธนาให้ไปสอนพระพุทธศาสนาในทิเบต รูปหนึ่งคือท่าน สันตะรักขิตะ ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้อำนวยการของมหาวิทยาลัยนาลันทา ไปเป็นผู้สอนในหลักคำสอนที่แท้จริงและทำการแปลคัมภีร์ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาทิเบต ส่วนอีกรูปหนึ่ง คือท่านปัทมสัมภวะ เป็นผู้ที่ท่านสันตะรักขิตแนะนำให้กษัตริย์ทิเบตนิมนต์ไปที่ทิเบตเพื่อกำจัดปัดเป่าภัยพิบัติธรรมชาติโดยใช้พลังแห่งมนตราและนำเสนอพุทธศาสนาแบบตันตรนิกายสู่ดินแดนทิเบต และนำการบูชาด้วยสัญลักษณ์เข้าไปใช้แทนที่ศาสนาแบบนับถือผีดั้งเดิมของทิเบต



ในอีก 3 ศตวรรษต่อมา ในปี พ.ศ. 1581 ท่านอตีศะ นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งมหาวิทยาลัยวิกรมสิลา ได้รับเชิญให้ใปพำนักเพื่อเป็นครูสอนพระพุทธศาสนาในทิเบต ท่านอตีศะได้ทำการปฏิรูปคำสอนตันตรนิกายโดยอิงคำสอนพื้นฐานของโยคาจารและได้ก่อตั้งนิกายกะดัมปะ(Kadampa)ซึ่งเน้นในเรื่องการประพฤติพรหมจรรย์ และการรักษาวินัยสงฆ์อย่างเคร่งครัด ตลอดจนไม่สนับสนุนให้มีการใช้มนตราต่างๆ นิกายกะดัมปะนี้เป็นรากฐานสำหรับนิกายเกลุกปะ(Gelukpa) ซึ่งทซรองขะปะ(Tsongkhapa)ได้ก่อตั้งขึ้นมาในช่วงหลังปี พ.ศ. 1900 และก็เป็นนิกายที่ท่านดาไลลามะสังกัดอยู่ นับตั้งแต่ยุคของท่านอตีศะเป็นต้นมา พระพุทธศาสนาได้กลายเป็นศาสนาประจำชาติของทิเบตและก็เป็นมาโดยไม่ขาดสายตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของชนชาติทิเบต.

ความรุ่งเรืองของศาสนาฮินดูและพระพุทธศาสนาถูกกลืนโดยศาสนาฮินดู



จะขอวกกลับไปพูดถึงอินเดียอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าพระจักรพรรดิหรรษะจะมีความใจกว้างให้ความเสมอภาคต่อทุกศาสนาแต่บรรดาเสนาบดีของพระองค์ที่นับถือศาสนาฮินดูมีความไม่พอใจที่พระองค์ให้การอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา พวกเสนาบดีเหล่านี้ได้พยายามลอบปลงพระชนม์ของพระองค์อยู่หลายครั้ง  แม้ว่าจะประสบความล้มเหลวในความพยายามในครั้งแรกและได้รับการอภัยโทษจากการถูกประหารชีวิต แต่พวกเขาก็ได้ด้ำเนินความพยายามอยู่ต่อไปจนกระทั่งพระจักรพรรดิหรรษะลูกลอบปลงชนมชีพได้สำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 1191


หลังจากการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดิหรรษะแล้ว อินเดียทางภาคเหนือก็แตกสลายแบ่งแยกเป็นรัฐขนาดใหญ่หลายรัฐ ต่อแต่นั้นมาเงื่อนไขต่างๆไม่เอื้ออำนวยให้มีการดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนาจวบจนกระทั่งราชวงศ์ปาละได้รับการก่อตั้งขึ้นในเบงกอลในตอนต้นของพุทธศตวรรษที่ 14  ในช่วงระหว่างสี่ศตวรรษของการปกครองของราชวงศ์นี้ (คือจาก พ.ศ. 1303-1685) บรรดากษัตริย์ราชวงศ์ปาละต่างได้ทุ่มเทให้การสนับสนุนและให้ความคุ้มครองพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี  พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ได้นำมหาวิทยาลัยนาลันทาให้มาอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์และได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยอื่นอีก 4 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยโอทันตปุระ  มหาวิทยาลัยวิกรมศิลา  มหาวิทยาลัยโสมปุระ และมหาวิทยาลัยชคัททละ  โดยได้ก่อสร้างสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และ ที่ 4 ตามลำดับ


อย่างไรก็ดี ในอินเดียทางภาคอื่นๆนั้น ศาสนาฮินดูในช่วงเดียวกันนี้ก็ยังมั่นคงแข็งแรงในขณะที่พระพุทธศาสนาเริ่มคลอนแคลน มีหลายสาเหตุด้วยกันที่ทำให้เกิดความเสื่อมคลายของพระพุทธศาสนา ภายใต้การปกครองของพระมหากษัตริย์กษัตริย์ฮินดูบางพระองค์ ชาวพุทธได้ถูกเข่นฆ่า ในขณะที่พระมหากษัตริย์ผู้ปกครองฮินดูบางองค์ได้ให้การสนับสนุนสถาบันพระพุทธศาสนาโดยให้เป็นเพียงศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และวัฒนธรรมเท่านั้น นับตั้งแต่ยุคของพระเจ้าอโศกเป็นต้นมา พระสงฆ์ได้กลายเป็นผู้มีฐานะมั่งคั่งโดยการอุปถัมภ์ของพระมหากษัตริย์และโดยการสนับสนุนของประชาชนผู้มั่งคั่ง ชีวิตในวัดมีความสะดวกสบายและเป็นอยู่แบบง่ายๆ จึงเป็นที่ดึงดูดให้สมาชิกใหม่จำนวนหนึ่งเข้ามาบวชเป็นพระสงฆ์เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับเลี้ยงชีวิตและบางท่านเมื่อเข้ามาบวชแล้วก็ได้นำวิธีคิดแบบเก่าของตนติดตัวมาด้วยและก็ได้สอนทฤษฎีที่ผิดๆของพวกตนนั้นเสียอีกด้วย เมื่อบุคคลที่ไม่ดีเหล่านี้ไม่สามารถถูกกำจัดออกไปจากคณะสงฆ์ได้ ก็จึงนำไปสู่การแตกแยกของพระพุทธศาสนา เกิดความอ่อนแอของพระสงฆ์ และเกิดการพัฒนาที่ไม่พึงปรารถนาของหลักคำสอนขึ้นมา


ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว ในกาลต่อมาเมื่อมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนามีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นนั้น พระสงฆ์ก็ได้มารวมตัวอยู่ตามศูนย์การศึกษาเล่าเรียนเหล่านี้และทำตัวห่างเหินแปลกแยกตนเองออกจากประชาชนธรรมดา  พระสงฆ์ที่เข้ามาศึกษาเล่าเรียนวิชาการต่างๆในมหาวิทยาลัยก็ได้ดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายและเลิกอุดมการณ์ดั้งเดิมเกี่ยวกับการสละโลกและการเสียสละตนเพื่อพระศาสนาและประชาชน  เมื่อฝ่ายมหายานมีความเข้มแข็งมากขึ้นนั้น พระภิกษุสงฆ์ฝ่ายนั้นก็มัวแต่ทุ่มเทเวลาให้หมดไปกับการคาดเดาทางปรัชญาและการเฉลิมฉลองทางด้านศาสนา แนวความคิดและหลักปฏิบัติของฮินดูก็จึงคลืบคลานเข้ามาหา จำนวนของพระโพธิสัตว์ ของเทพเจ้า และของเทพีต่างๆก็เพิ่มจำนวนขึ้นมาพร้อมกับวิธีการบูชาหลากหลายพร้อมด้วยวรรณกรรมใหม่ๆที่เกิดขึ้นมาเพื่อใช้อธิบายในสิ่งเหล่านี้ ความเชื่อในสิ่งลึกลับเหนือธรรมชาติ ลัทธิการจงจักภักดี และการใช้มนตราคาถาอาคม และพิธีกรรมทั้งหลาย ต่างก็ได้รับการสนับสนุนในขณะที่เกิดความเสื่อมความตกต่ำในความสำคัญของจริยศาสตร์และจริยธรรม การพัฒนาที่ไม่ดีไม่งามฟอนเฟะเช่นนี้ซึ่งเรียกกันว่า ลัทธิตันตระ ก็ได้ก่อรูปขึ้นมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 และมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในศตวรรษต่อๆมา และต่อมาไม่นานนักก็ได้ทำให้พระพุทธศาสนาเกือบจะไม่แตกต่างอะไรไปจากศาสนาฮินดู


ในขณะเดียวกันนี้ ศังกราจารย์(พ.ศ.1331-1881) ซึ่งเป็นนักปรัชญาฮินดูผู้ยิ่งใหญ่ ก็ได้ใช้ประโยชน์จากแนวความคิดของมัธยมิกะ และโยคาจาระของท่านนาคารชุน และท่านอสังคะมาสร้างเป็นปรัชญาของตัวท่านเอง และได้ยืมแนวความคิดของชาวพุทธในการจัดตั้งวัดฮินดู(คือมัฐ หรือมฐะ) ให้เป็นศูนย์กลางของการศึกษา การโฆษณา และโครงการทางสังคมอย่างเช่นที่ชาวพุทธกระทำกันมา  วัดฮินดูเหล่านี้ในชั้นแรกๆก็จะตั้งอยู่ใกล้สถานที่บูชาที่สำคัญๆเพื่อทำหน้าที่เป็นที่พักพิงสำหรับผู้แสวงบุญ ด้วยเหตุนี้ในขณะที่พระพุทธศาสนาถูกดูดกลืนเข้าไปอยู่ในรูปแบบของฮินดูและได้สูญเสียเกียรติภูมิชื่อเสียงทีดีและเกิดความอ่อนแอลงเรื่อยๆนั้น แต่ทางศาสนาฮินดูกลับซึบซับเอาองค์ประกอบที่ดีๆจากพระพุทธศาสนาเข้าไปแล้วเกิดการพองตัวเป็นความใหม่สดเป็นศาสนาที่ได้ผ่านการปฏิรูป วัดพระพุทธศาสนาบางวัดก็ถึงกับถูกเปลี่ยนเป็นสถาบันของฮินดูไปเลยก็มี.