วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การรุ่งเรืองและการเสื่อมของอาณาจักรศรีวิชัยและอาณาจักรจามปา



รูปแบบของพระพุทธศาสนาซึ่งเฟื่องฟูภายใต้การอุปถัมภ์ของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์ปาละก็คือพระพุทธศาสนาแบบตันตระที่เน่าเฟะนั่นเอง พระพุทธศาสนาแบบตันตระนี้มีการศึกษากันในมหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยโอทันตปุระ และมหาวิทยาลัยวิกรมศิลา พุทธศาสนาแบบตันตระจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ต่อมาได้เผยแผ่เข้าไปในทิเบต สุมาตรา ชวา และประเทศอื่นๆ


ชาวอินเดียเริ่มอพยพเข้าไปอยู่ในเกาะชวาและเกาะอื่นๆของอินโดนีเซียในช่วงต้นของพุทธศตวรรษที่ 7 พอถึงศตวรรษที่ 10 อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่ชื่อว่า ศรีวิชัย ก็รุ่งเรื่องด้วยอำนาจและมีศูนย์กลางอยู่ที่เกาะสุมาตรา  หลวงจีนอี้จิง (I-Tsing) พระนักแสงบุญของจีนในระหว่างเดินทางไปที่อินเดียได้มาแวะเยือนพื้นที่แห่งนี้ในปี พ.ศ. 1214 ท่านได้บันทึกไว้ว่า พระพุทธศาสนาแบบหีนยานได้เจริญรุ่งเรืองอยู่ ณ ที่นี้  แต่ในช่วงระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14-พุทธศตวรรษที่ 15  อาณาจักรศรีวิชัยถูกปกครองโดยพระมหากษัตริย์วงศ์ไศเลนทระซึ่งเป็นองค์อุปถัมภ์ที่สำคัญของฝ่ายมหายาน ในช่วงเวลานี้พระสถูปใหญ่แห่งโบโรบุดุร์ ซึ่งเป็นพุทธสถานที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ถูกสร้างขึ้นในเกาะชวาตอนกลาง


พระมหากษัตริย์วงศ์ไศเลนทระได้ขยายอิทธิพลออกไปยังคาบสมุทรมาเลย์ อินเดียทางตอนใต้และเกาะลังกา และได้สถาปนาอาณานิยมที่เกาะบอร์เนียวและเกาะซีลีเบส หมู่เกาะโมลุกกาะ และหมู่เกาะฟิลิปปินส์ พระมหากษัตริย์ไศเลนทระทรงมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับพระมหากษัตริย์กษัตริย์ราชวงศ์ปาละและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมหาวิทยาลัยนาลันทา และโดยผ่านความสัมพันธ์เหล่านี้พระพุทธศาสนาในรูปแบบตันตระก็จึงได้มาอยู่ที่อินโดนีเซียและเฟื่องฟูขึ้นที่นี่ก่อนที่จะค่อยๆถูกกลืนหายเข้าไปอยู่ในศาสนาฮินดูดังที่เกิดขึ้นในอินเดีย เมื่อถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 18 อาณาจักรศรีวิชัยได้เสื่อมโทรมลงและเข้าแทนที่ในปี พ.ศ. 1837 โดยอาณาจักรชวาที่นับถือศาสนาฮินดูชื่อมัทชะปาหิต อาณาจักรใหม่แห่งนี้รุ่งเรืองอยู่เพียงแค่ศตวรรษเดียวก่อนที่จะแตกสลายกระจัดกระจายเป็นรัฐเล็กๆ สงครามที่เกิดระหว่างกันเองทำให้อินโดนีเซียตกเป็นเหยื่ออันโอชะให้แก่พวกอาหรับซึ่งในที่สุดก็ได้เข้ามาทำลายอาณาจักรแห่งนี้ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 21 และทำการเปลี่ยนแปลงเกาะทั้งหลายเหล่านี้เป็นเกาะของศาสนาอิสลาม.


นอกจากนั้นแล้ว ในราวพุทธศตวรรษที่ 17 ก็ยังมีชาวอินเดียอีกพวกหนึ่งได้อพยพเข้าไปอยู่ทางชายฝั่งตะวันออกของอินโดจีนซึ่งเป็นย่านที่ปัจจุบันคือย่านเวียดนามทางตอนใต้ ซึ่งที่ตรงนี้มีอาณาจักรหนึ่งชื่อว่าจามปา(หรือเรียกง่ายๆว่าจาม) ถูกก่อตั้งและเจริญรุ่งเรืองจวบจนกระทั่งถูกถูกยึดครองโดยพวกอันนัมในพุทธศตวรรษที่ 21 ในอาณาจักรจามปานี้พระพุทธศาสนาเป็นสายเดียวกับที่พัฒนาขึ้นในอินโดนีเซีย ภายใต้การปกครองของพวกอันนัม พระพุทธศาสนามหายานแบบจีนควบคู่ไปกับศาสนาอิสลามได้เข้าแทนที่พระพุทธศาสนารูปแบบเก่าที่พวกจามเคยนับถือกันมาแต่เดิม.

การเสื่อมของพระพุทธศาสนาจากอินเดีย


ในอินเดียพระพุทธศาสนาในสายของราชวงศ์ปาละได้ได้ถูกทำลายลงไปในปี พ.ศ. 1638 โดยพวกเสนะซึ่งเป็นพวกต่อต้านพระพุทธศาสนาที่มาจากภาคใต้ พวกเสนะนี้เป็นพวกบูชาพระวิษณุ ได้ทำการรื้อฟื้นลัทธิบูชาพระวิษณุและให้การสนับสนุนมหาวิทยาลัยของฝ่ายตันตระให้เป็นสถาบันแห่งการเรียนรู้และละวัฒนธรรม อาณาจักรเสนะแห่งเบงกอลมีอายุอยู่ในช่วงสั้นๆ ในปี พ.ศ. 1742 อาณาจักรแห่งนี้ได้ถูกพิชิตโดยพวกเติร์กและพวกอัฟกันมุสลิม  ผู้รุกรานไม่เพียงแต่จะทำลายศัตรูทางการเมืองและศัตรูทางการทหารเท่านั้นแต่ได้ทำลายทั้งประชาชนและสถาบันทุกสถาบันของศาสนาอื่น พระภิกษุในพระพุทธศาสนาถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพวกบูชารูปเคารพและถูกสังหารอย่างโหดร้ายทารุณ ปูชนียสถาน วัดวาอาราม มหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่างถูกเผาและทำลายอย่างย่อยยับ ที่มหาวิทยาลัยนาลันทาการเผาห้องสมุดกว่าจะเผาหนังสือได้หมดต้องใช้เวลาต่อเนื่องอยู่หลายเดือน ต่อไปนี้คือข้อความที่เก็บมาจากหนังสือชื่อ ตวากตะ(Tavakata) ซึ่งเขียนโดยนักประวัติศาสตร์มุสลิมชื่อมินฮาซัด:



“ที่ตรงกลางเมืองมีวัดแห่งหนึ่งมีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่าวัดอื่นๆ ซึ่งไม่สามารถขีดเขียนหรือทาสีใดๆได้ ศุลต่านได้เขียนถึงวัดแห่งนี้เอาไว้ว่า “หากผู้ใดต้องการจะสร้างอาคารใดๆให้เท่าเทียมกับวัดแห่งนี้ เขาก็จะไม่สามารถกระทำได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นแสนดินาร์แดง และจะต้องใช้เวลาก่อสร้างเป็นเวลาสองร้อยปี ถึงแม้ว่าจะใช้คนงานที่มีประสบการณ์และมีความสามารถทั้งหมดมาสร้างให้ก็ตามสุลต่านได้ออกคำสั่งให้เผาทุกวัดด้วยน้ำมันและไฟ เสร็จแล้วให้เกลี่ยจนเรียบเสมอกับพื้นดิน”



“ผู้พำนักอาศัยในสถานที่นั้นเป็นจำนวนมากได้หลบหนีกระจัดกระจายไปอยู่ในต่างประเทศ มีจำนวนไม่น้อยหลบหนีได้สำเร็จ และพวกที่ไม่หลบหนีก็จะถูกฆ่าหมด  อิสลามหรือความตายคือทางเลือกที่มาห์มุดวางเป็นเงื่อนไขสำหรับประชาชน”



“ผู้พำนักอาศัยในที่นั้นเกือบทั้งหมดเป็นพวกพราหมณ์ที่โกนศีรษะ(หมายถึงพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา) พราหมณ์เหล่านี้ถูกสังหารทั้งหมด หนังสือเป็นจำนวนมากหลายถูกค้นพบอยู่ที่นั่น และเมื่อพวกนับถือศาสนาอิสลามเห็นมันเข้า พวกเขาก็จะเรียกคนบางคนให้มาบอกถึงสาระของหนังสือเหล่านั้น แต่พวกคนเหล่านั้นก็ถูกสังหารหมด



“หากพวกเขายอมรับศาสนาของพวกเรา ข้อนั้นก็จะเป็นเรื่องดี แต่หากไม่ยอมรับ พวกเราก็จะสังหารพวกเขาด้วยดาบ กองทัพของผู้นับถือศาสนาอิสลามเริ่มสังหารเข่นฆ่าผู้คนทั้งขวามือและซ้ายมืออย่างไร้ความเมตตา ทั่วดินแดนอันไม่บริสุทธิ์ เพื่อประโยชน์ของศาสนาอิสลามและเลือดก็ไหลเป็นสายธาร พวกเขาปล้นสะดมทองและเงินมาได้มากมายก่ายกองจนรับไม่หวาดไม่ไหว ตลอดจนอัญมณีที่มีค่าอีกจำนวนมหาศาล พวกเขาจับเชลยหญิงที่มีหน้าตาสะสวยสง่างามมาได้เป็นจำนวนมากมีจำนวนนับได้ถึง 20,000 คน รวมทั้งเด็กทารกทั้งสองเพศ ก็มีจำนวนมากมายจนเกินกว่าที่จะใช้ปากกาเขียนบรรยาย

“เขาล้มทับพวกผู้ก่อการร้ายโดยไม่ทันระวังตัว และได้จับทุกคนเอาไว้มีจำนวนหนึ่งหมื่นสองพันคน ทั้งเพศชาย เพศหญิงและเด็กทารก ซึ่งเขาได้สังหารทุกคนด้วยดาบ  ในหุบเขาทุกแห่งและในที่พำนักอาศัยทุกที่ได้ถูกค้นเสียทั้งหมดและยึดสิ่งของทุกอย่าง  ก็เพราะพระเจ้าชัยชนะนี้จึงเป็นของอิสลาม



หลังจากที่ได้ทำร้ายและสังหารโดยใช้ทุกมาตรการแล้ว มือของเขาและมือของเพื่อนๆของเขาก็เย็นเฉียบกับการนับมูลค่าของทรัพย์สินที่ถูกปล้นสะดมได้มา เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจของการพิชิตครั้งนี้แล้ว เขาก็ได้กลับไปโฆษณาเรื่องของชัยชนะที่ได้มาสำหรับอิสลาม และทุกคนทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยต่างแสดงความยินดีปรีดากับผลสำเร็จครั้งนี้และทำการชอบคุณพระเจ้า”



ด้วยเหตุนี้พระสงฆ์ซึ่งหลบหนีความตายก็ได้หนีไปที่เนปาลบ้างที่ทิเบตบ้าง พร้อมๆกับการทำลายพระสงฆ์ชาวพุทธที่เป็นฆราวาสก็ถูกทอดทิ้งให้อยู่โดยปราศจากการแนะนำ  ด้วยเหตุที่มีข้อแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่างทฤษฎีและภาคปฏิบัติของชาวพุทธและของชาวศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ชาวพุทธ ชาวพุทธก็จึงค่อยๆถูกกลืนเข้าไปอยู่ในประชาคมของศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ชาวพุทธ โดยผ่านทางความกดดันของระบบวรรณะของอินดูบ้าง และผ่านทางมาตรการถูกบีบบังคับให้ต้องหันไปนับถือศาสนาอิสลามบ้าง  บรรดาศาสนสถานของชาวพุทธที่รอดพ้นจากการถูกทำลายก็ได้ถูกเปลี่ยนแปลงเป็นวัดของศาสนาฮินดู ก็ด้วยเหตุนี้นี่เองที่พุทธศาสนาได้เสื่อมสูญไปจากอินเดีย ทุกวันนี้มีชาวกลุ่มเพียงไม่กี่กลุ่มกระจัดกระจายกันอยู่ในเบงกอลบ้าง อัสสัมบ้าง โอริสสาบ้าง และตามส่วนต่างๆของอินเดียตอนใต้บ้าง พระพุทธศาสนาจึงเกือบจะเป็นศาสนาต่างประเทศในดินแดนที่เป็นแหล่งกำเนิดของตนเองด้วยประการฉะนี้



ความเสื่อมสูญของพระพุทธศาสนาจากอินเดียในช่วงของการรุกรานของพวกเติร์กนี้ ได้นำไปสู่บทสรุปว่า การเข่นฆ่าทำลายล้างของมุสลิมเป็นสาเหตุหลักของการสูญหายไปของศาสนาพุทธจากถิ่นกำเนิด มีหลายคนได้ให้การสนับสนุนข้อสรุปนี้โดยด้างถึงแนวปฏิบัติดั้งเดิมที่ว่าศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งดาบ ที่เผยแผ่ศาสนาด้วยดาบ และได้รับการส่งเสริมด้วยดาบ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันในข้อนี้ พวกเขาได้อ้างข้อความจากคัมภีร์กุรอ่านดังนี้:



“ที่ถูกกำหนดไว้สำหรับสูเจ้าคือการต่อสู้ แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจสำหรับเจ้าก็ตาม”(2:212)



ข้าแต่ท่านศาสดา! ท่านจงพยายามต่อต้านผู้ที่ไม่เชื่อและพวกที่ปากกับใจไม่ตรงกัน จงใช้ความรุนแรงกับพวกเขา ที่อยู่ครั้งสุดท้ายของพวกเขาคือนรก อันเป็นจุดหมายของการเดินทางที่สิ้นหวัง”(9.73)



ข้าแต่ท่านศาสดา จงพยายามชี้แนะให้ผู้มีความเชื่อทำการต่อสู้ หากว่าท่านมีความมุ่งมั่นยี่สิบครั้ง ความมุ่งมั่นเหล่านั้นก็จะเอาชนะผู้ไม่มีความเชื่อได้สองร้อยคน  และหากท่านมีความมุ่งมั่นหนึ่งร้อยครั้ง ความมุ่งมั่นหนึ่งร้อยครั้งนั้นก็จะเอาชนะผู้ไม่มีความเชื่อหนึ่งพันคนได้ เพราะว่าพวกเขาเป็นคนที่ขาดปัญญา”(8.65)



ในความเป็นจริงนั้น พวกที่ไม่มีความเชื่อถ้อยคำของพวกเรานั้น พวกเราจะนำพวกเขาไปเผาลงในไฟ(4.56)

จงสู้รบกับพวกเขาแล้วจะไม่มีข้อหากบฏ และศาสนาอาจเป็นของพระเจ้าทั้งหมด”(8.40)



“ดูก่อนท่านผู้มีศรัทธา ผู้ที่บูชารูปเคารพเท่านั้นที่เป็นพวกไม่สะอาด พวกเขาจะไม่เข้าใกล้สุเหร่าอันศักดิ์หลังปีนี้”(9:28)

“จงสู้รบกับผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าและไม่เชื่อในวันสุดท้าย และผู้ไม่ห้ามในสิ่งที่พระเจ้าและคำสอนของพระองค์ได้ห้ามเอาไว้ และพวกที่ไม่ปฏิบัติศาสนาแห่งความจริงตามที่มีสอนอยู่ในพระคัมภีร์ที่ถูกนำมาให้อ่าน จนกว่าพวกเขาจะยอมสยบโดยมือทั้งสองข้างของพวกเขาและทำตัวให้เป็นคนเล็กๆไม่อหังการ”(9:29)



ดูก่อนท่านผู้มีความเชื่อ อย่าได้เป็นมิตรกับบิดาของท่านหรือพี่น้องของท่านหากพวกเขารักความความไม่เชื่อเหนือศรัทธา:และบุคคลผู้ใดก็ตามของท่านทำคนเหล่านั้นให้มาเป็นมิตร พวกเขาก็จะเป็นผู้กระทำผิดด้วย”(9.23)



.ผู้ใดก็ตามที่ต่อสู้เพื่อแนวทางของอัลเลาะห์และถูกฆ่าตายหรือได้รับชัยชนะ เขาจะได้รับรางวัลอันโอฬาร”(4:74)

อย่างไรก็ดี เหล่านักปราชญ์ของมุสลิมต่างไม่ยอมรับข้ออ้างทางคัมภีร์ดังกล่าวข้างต้น พวกเขากล่าวว่าข้อกล่าวอ้างข้างต้นไม่สามารถนำมาสนับสนุนข้อกล่าวหานี้ได้ เกี่ยวกับประเด็นนี้พวกเขาได้ชี้แจงอย่างน้อยด้วยสองเหตุผลคือ ข้อที่ 1 ข้อกล่าวอ้างข้างต้นระบุถึงเหตุการณ์ในช่วงต้นในระหว่างช่วงชีวิตของท่านมุฮัมมัดเมื่อตอนที่ท่านทำการต่อสู้เพื่อก่อตั้งศาสนาเท่านั้น และไม่สามารถนำมาใช้กับกรณีอื่นๆได้ ข้อที่ 2 ในข้อกล่าวอ้างที่ยกมาอย่างอื่นๆ คำว่า การต่อสู้ หรือ สงคราม นั้นหาได้ถูกตีความว่าหมายถึงการต่อสู้ทางกายภาพไม่ เป็นแต่หมายถึงการต่อสู้ของชีวิตทางจิตวิญญาณเท่านั้นเอง



นักปราชญ์ของฝ่ายมุสลิมได้ให้ข้ออรรถาธิบายเพิ่มเติมต่อไปว่า คำว่า อิสลาม หมายถึง สันติ หรือ การมอบตัวต่อเจตจำนงของพระเจ้า และคำว่า มุสลิม กล่าวคือผู้นับถือศาสนาอิสลามนั้น มีความหมายว่าผู้อุทิศตนต่อสันติ อิสลามสอนให้มีใจกว้างทางศาสนา และประณามการเข่นฆ่าทำลายลายล้างกัน พวกเขายังได้อ้างข้อความจากคัมภีร์อัลกุรอ่านมาสนับสนุนดังนี้:



ไม่มีการบีบบังคับกันในทางศาสนา”(2:256)



“จงป้องกันตนเองจากศัตรูของท่าน แต่อย่าโจมตีพวกเขาก่อน อัลเลาะห์รักคนที่ไม่รุกราน”(2:190)



ศาสนาของท่านก็เป็นเรื่องของศาสนาของท่าน ศาสนาของฉันก็เป็นเรื่องของศาสนาของฉัน”(109:6)



ดังนั้น หากพวกเขาปลีกหนีจากท่านไป และไม่ทำสงครามกับท่าน และเสนอสันติภาพกับท่าน อัลเลาะห์ไม่ยอมให้ท่านรบกับพวกเขา”(4:90)



“ดูก่อนท่านผู้มีความเชื่อ เมื่อท่านทำการสู้รบตามแนวทางของอัลเลาะห์ ก็ต้องทำการสืบสวนให้ดี  และให้ตอบปฏิเสธกับคนที่เสนอสันติภาพแก่ท่าน.: ว่า”พวกเจ้ามิใช่พวกที่มีความเชื่อ”(4:96)



พวกเติร์กซึ่งเข้ามารุกรานอินเดียและทำการเข่นฆ่าชาวพุทธเป็นพวกที่กระทำเช่นนั้นเพราะต้องการอำนาจและขยายดินแดน พวกเขาใช้ศาสนามาเป็นข้ออ้างเพื่อปิดบังอาชญากรรมของพวกเขา พวกมุสลิมแท้หรือพวกที่รู้หลักคำสอนของอิสลามจะไม่ทำเช่นนั้น นักปราชญ์ฝ่ายมุสลิมกล่าว่าชาวคริสต์มีประวัติในเรื่องความไม่ใจกว้างทางศาสนายิ่งกว่าพวกเขามาก ชาวคริสต์ต่างหากที่สอนเรื่องครูเสดและใช้หลักศรัทธาของครูเสดเป็นเครื่องมือสำหรับการแผ่ขยายลัทธิอาณานิคม นอกจากนั้นชาวคริสต์อีกเช่นกันที่ทะเลาะเบาะแว้งระหว่างกันในเรื่องศาสนาจนถึงกับทำสงครามศาสนาและเข่นฆ่าทำลายล้างกันจนนับครั้งไม่ถ้วน ตรงกันข้ามอย่างเช่นในประเทศไทยชาวมุสลิมทั้งปวงอยู่อย่างสันติกับมิตรชาวพุทธตลอดประวัติศาสตร์ของชาติไทย แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ในอดีต ปัจจุบันได้เกิดเหตุการณ์การเข่นฆ่าชาวพุทธรวมทั้งพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาในทางภาคใต้ของไทยมีให้เห็นหนาหูหนาตาเป็นที่ปรากฏทางสื่อมูลชน



คำอธิบายข้างต้นของนักปราชญ์ฝ่ายมุสลิมสามารถสร้างความเบาใจให้แก่โลกได้ไม่น้อย พวกเติร์กซึ่งทำลายพระพุทธศาสนาในขณะที่รุกรานอินเดียหาใช่มุสลิมที่แท้จริงไม่ มุสลิมที่แท้นั้นรู้จักหลักคำสอนที่จริงแท้ของอิสลามและอุทิศตนต่อแนวทางแห่งสันติ บัดนี้เรามีความหวังว่ามุสลิมในอนาคตจะเป็นมุสลิมที่แท้จริงและเราก็หวังด้วยว่าประวัติศาสตร์อันโหดร้ายทารุณเช่นนั้นจะไม่เกิดซ้ำรอยขึ้นมาอีก และเราก็หวังด้วยว่าเหตุการณ์ในทางภาคใต้ของไทยจะสงบสันติปราศจากความใช้ความรุนแรงของชาวมุสลิมในการเข่นฆ่าทำลายล้างชาวพุทธ.

พระพุทธศาสนาในจีนและเกาหลี


พระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปถึงประเทศจีนในราว พ.ศ. 600 อีกสามร้อบปีต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาได้ตั้งมั่นถาวรอยู่ในจีนแล้ว ได้มีพระภิกษุและคณะธรรมทูตจีนได้นำคำสอนของพระพุทธศาสนาเข้าไปในประเทศเกาหลี ในสมัยนั้นเกาหลีถูกแบ่งแยกเป็น 3 อาณาจักร คือ อาณาจักรซิลลา อาณาจักรปักเช และอาณาจักรโกจุระยะ พระพุทธศาสนาได้ถูกนำเข้าไปในอาณาจักรโกจุระยุเป็นอาณาจักรแรกในปี พ.ศ. 915 จากนั้นก็เผยแผ่เข้าไปในอาณาจักรปักเช แล้วก็แผยแผ่เข้าไปในอาณาจักรซิลลาเป็นอาณาจักสุดท้ายในอีกสามสิบปีต่อมา ในปี พ.ศ. 1211 อาณาจักรซิลลาสามารถควยคุมอีกสองอาณาจักรดังกล่าวและปกครองคาบสมุทรเกาหลีทั้งคาบจวบจนถึงปี พ.ศ. 1478



ในประเทศจีน ในช่วงการวมประเทศภายใต้การปกครองของราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1132-1449) มีนิกายพุทธศาสนาแบบจีนเกิดและพัฒนาขึ้นหลายนิกาย คือ นิกายเทียน-ไท(ในญี่ปุ่นเรียกว่า เทนได), นิกายซาน-ลุน(มาธยมิกะ), นิกายยุย-สีห์ (โยคาจาร วิชญาณวาท ซึ่งนำมาเผยแผ่โดยท่านซวน-ถัง), นิกายหัว-เย็น(อวตังสะกะ ในญี่ปุ่นเรียกว่า เกกอน), นิกายชาน(ธยาน ในญี่ปุ่นเรียกว่า เซน) นิกายชิง-ตู(ดินแดนบริสุทธิ์ หรือ สุขาวตีวยูหะ), นิกายนาน-ชาน(นิกายวินัย), และนิกากิง-กัง-ฉี(ตันตระ) ในบรรดานิกายเหล่านี้มีหลายนิกายได้เผยผ่เข้าไปสู่ประเทศเกาหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ นิกายหัว-เย็น, นิกายเทียน-ไท, นิกายดินแดนบริสุทธิ์,นิกายชาน และนิกายโยคาจาร ในประเทศจีนในสมัยราชวงศ์ถัง นิกายชานได้เผยแผ่อย่างกว้างขวางและเป็นนิกายที่มีอิทธิพลมาก



ภายใต้การปกครองของอาณาจักรซิลลา พระพุทธศาสนาของจีนในช่วงราชวงศ์ถังได้เข้าไปในเกาหลี และนิกายโยคาจารได้เผยแผ่เข้าไปในหมู่ของนักปราชญ์ราชบัณฑิต แต่นิกายที่ได้รับความนิยมในหมู่ประชาชนคือนิกายชาน ราชวงศ์ซิลลาถูกแทนที่โดยราชวงศ์โกรโยในปี พ.ศ. 1478 บรรดาพระมหากษัตริย์ของราชวงศ์ใหม่นี้นับถือพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง และภายใต้การอุปถัมภ์ของพระองค์พระพุทธศาสนาในเกาหลีก็ได้บรรลุถึงความเจริญอย่างสูงมากในพุทธศตวรรษที่ 16 ต่อมาพระพุทธศาสนานิกายชานก็ได้รับความนิยมมากที่สุดในเกาหลีเหมือนอย่างเช่นที่จีน  จึงส่งผลให้พระพุทธศาสนานิกายอื่นๆต่างค่อยๆเข้ามาผสมผสานเข้ากับนิกายชาน และปัจจุบันพระพุทธศาสนานิกายชานก็ยังคงเป็นนิกายที่มีอยู่ในเกาหลีจวบจนกระทั่งทุกวันนี้



เมื่อพระพุทธศาสนาถูกทำลายลงในอินเดียเมื่อปี พ.ศ. 1742 นั้น พระพุทธศาสนาในจีนก็ถูกปล่อยให้อยู่ตามลำพังโดยปราศจากผู้ช่วยเหลือให้ดำเนินการสั่งสอนอยู่ต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเวลาสั้นๆหลังจากนั้นมา คือในปี พ.ศ. 1823 กุบไลข่านได้สถาปนาการปกครองมองโกลทั้งในจีนและเกาหลี ด้วยเหตุที่พวกผู้ปกครองมองโกลเป็นพวกนิยมพระพุทธศาสนาแบบทิเบต ลัทธิลามะก็ได้เข้ามามีอิทธิพลในทั้งสองประเทศและเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งให้เกิดความอ่อนแอของพระพุทธศาสนาที่นั่น  เมื่อราชวงศ์ท้องถิ่นถูกสถาปนาขึ้นมาในเกาหลีในปี พ.ศ. 1907 และในจีนในปี พ.ศ. 1911 ราชวงศ์ท้องถิ่นเหล่านี้ก็ได้หันมาใช้ศาสนาขงจื้อเป็นหลักการของชาติและยอมรับนโยบายปราบปราบพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาถูกถือว่าเป็นลัทธิป่าเถื่อน ถูกห้ามไม่ให้ข้าราชการนับถือและถูกประกาศว่าเป็นศาสนาที่ไม่พึงปรารถนาสำหรับประชาชนทั่วไป



ในเกาหลี วัดวาอารามของพระพุทธศาสนาถูกกำจัดออกไปจากเมืองและพระภิกษุสงฆ์ถูกบังคับไปไปอยู่ตามภูเขาลำเนาไพร ในราวห้าศตวรรษต่อมา พระพุทธศาสนาได้เริ่มมีพละกำลังเข้มแข็งขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อเกาหลีอยู่ภายใต้อิทธิพลของญี่ปุ่นและต่อมาได้ถูกยึดครองในช่วงเวลาเกือบ 60 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ. 2448 ถึง พ.ศ. 2484 เพื่อที่จะเผยแผ่หลักคำสอนและกิจกรรมของฝ่ายตนในเกาหลี พระพุทธศาสนาของญี่ปุ่นนิกายต่างๆก็ได้สร้างวัดวาอารามตลอดจนดำเนินการโครงการทางสังคมและทางการศึกษาที่นั่น แต่ถึงแม้ว่าความพยายามของพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จ แต่ความพยายามดังกล่าวได้ส่งผลกระทบบางอย่างแก่พระพุทธศาสนาของเกาหลี สถาบันต่างๆทางพระพุทธศาสนาเกาหลีเริ่มเกิดความรู้สึกว่าจำเป็นต้องมีการฟื้นฟู ดังนั้นสถาบันเหล่านี้ก็จึงหันมาสมัครสมานสามัคคีร่วมมือกันผลักดันภารกิจในการปฏิรูปประชาชนของตนเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการศึกษาและการบริหาร



พระพุทธศาสนานิกายสำคัญของจีนยุคใหม่ก็คือนิกายชาน  ส่วนนิกายอื่นๆที่ยังคงมีอยู่ก็คือนิกายเทียน-ไท และนิกายดินแดนบริสุทธิ์ แต่ด้วยเหตุที่หลักคำสอนของนิกายต่างๆเหล่านี้ได้ผสมปนเปเข้าด้วยกันในความเชื่อและหลักปฏิบัติของจีน ก็จึงไม่สามารถเห็นข้อแตกต่างระหว่างนิกายเหล่านี้ได้อย่างเด่นชัด  ผู้นับถือนิกายชาน และนิกายเทียน-ไทยังเรียกชื่อของ พระอมิตาภะ และยังมีความเชื่อในดินแดนบริสุทธิ์  การเรียกชื่อว่า ---นัน-วู อมิโต-โฟ(นะโม อมิตาภายะ พุทธายะ, ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระอมิตาพุทธะ) เป็นหลักปฏิบัติสามัญในทุกวัด และทุกหลังคาเรือนของชาวพุทธจีนในทุกวันนี้.

พระพุทธศาสนาในญี่ปุ่น



ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาที่เป็นทางการในญี่ปุ่นเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 1095 อันเป็นปีที่พระมหากษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรปักเช หรือกุดารา ซึ่งเป็นหนึ่งในสามอาณาจักของเกาหลียุคโบราณ ได้ส่งผู้แทนพร้อมด้วยพระพุทธรูปมายังพระจักรพรรดิของญี่ปุ่น ในอีก 38 ปีต่อมา คือในปี พ.ศ. 1130 วัดพระพุทธศสานาวัดแรกก็ได้ถูกสร้างขึ้นที่เมืองโฮรโยชิใกล้กับเมืองนารา และวัดแห่งนี้ก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่เป็นอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอยู่จนถึงปัจจุบัน


ในปี พ.ศ. 1137 เจ้าชายโซโตกุ ซึ่งนับถือกันในประเทศญี่ปุ่นว่า “ทรงเป็นผู้ก่อตั้งอารยธรรมญี่ปุ่นและเป็นผู้ก่อตั้งชาติที่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของญี่ปุ่น” และในพระพุทธศาสนาของญี่ปุ่น ได้รับการนับถือว่า “พระเจ้าอโศกแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัยได้มีพระบรมราชโองการประกาศให้การสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการพัฒนารัตนะ 3 อย่าง คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ พอถึงช่วงนี้พระพุทธศาสนาได้รับการสถาปนาให้เป็นศาสนาประจำชาติของญี่ปุ่น  ต่อมาเจ้าชายโซโตกุก็ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นฉบับแรกของญี่ปุ่น ให้มีการรวบรวมประวัติครั้งแรกของญี่ปุ่น  ให้มีการบรรยายและเขียนคำอธิบายพระสูตรต่างๆ ให้มีส่งเสริมการอุตสาหกรรม การคมนาคมและการขนส่ง ให้ก่อตั้งศูนย์กลางศาสนา ให้จัดสร้างสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า บ้านสำหรับคนชราและโรงพยาบาล ตลอดจนส่งพระสงฆ์และนักศึกษาไปตามทวีปต่างๆเพื่อศึกษาและนำศิลปะและศาสตร์ตลอดจนวัฒนธรรมที่พัฒนานะดับสูงทางพระพุทธศาสนาของจีนกลับคืนมายังประเทศญี่ปุ่น


พระพุทธศาสนาที่นารา


แม้ว่าพระพุทธศาสนาในระยะเริ่มแรกจะเข้าไปสู่ญี่ปุ่นโดยผ่านทางเกาหลี แต่ในการพัฒนาในลำดับต่อไปของพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่นได้ดำเนินโดยผ่านทางความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างญี่ปุ่นกับจีนโดยตรง ในปี พ.ศ. 1253 นาราถูกสถาปนาให้เป็นเมืองหลวงถาวรของญี่ปุ่น จากช่วงนี้ไปจนถึงสิ้นยุคนาราในปี พ.ศ. 1326 มีนิกายพระพุทธศาสนาซึ่งเรียกกันว่า หกนิกายของยุคนารา ได้ถูกนำเข้ามาเผยแผ่จากจีน คือ นิกายซันรอน(มาธยมิกะ 3 คัมภีร์), นิกานเกกอน(อวตังสกะ), นิกายฮอสโซ(โยคาจาร), นิกายริตสุ(นิกายวินัย), นิกายโชชิตสุ(สัตยสิทธิศาสตร์) และนิกายกูศะ(อภิธรรมโกศะ) บรรดานิกายทั้งหมดมี 4 นิกายแรกเท่านั้นที่มีความสำคัญ ในขณะที่นิกายที่ 5 มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับนิกายซันรอน และนิกายที่ 6 อาจจะถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของนิกายฮอสโซ


ภายใต้การปกครองของพระจักรพรรดิโซมูแห่งนารา ญี่ปุ่นได้เข้าสู่ยุคทองของสันติภาพที่สมบูรณ์เมื่อความสามัคคีปรองดองทางการเมืองได้ถูกเสริมสร้างขึ้นมาด้วยพลังความเป็นหนึ่งเดียวของศรัทธาในพระพุทธศาสนา และการปกครองในอุดมคติก็ได้ถูกดำเนินการโดยสอดคล้องกับอุดมการณ์ของพระธรรม  พระพุทธรูปไดบุตสุ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปของพระมหาไวโรจนะพุทธะที่วัดโทไดจิในกรุงนารา ซึ่งถูกสร้างขึ้นในราวปี พ.ศ. 1286 ก็ได้เป็นสัญลักษณ์ของความสมัครสมานสามัคคเป็นหนึ่งเดียวในครั้งนี้ ในพิธีอุทิศแด่พระมหาพุทธปฎิมาองค์นี้ พระจักรพรรดิได้ทรงประกาศต่อสาธารณะชนว่าพระองค์เป็นทาสของพระรัตนตรัย พระราชธิดาของพระองค์ คือเจ้าหญิงโกเกน ถึงกับสละราชบัลลังก์ออกไปบวชเป็นนางภิกษุณีอยู่ชั่วเวลาหนึ่งเพื่ออุทิศพระองค์ศึกษาและปฏิบัติพระพุทธศาสนา และเมื่อพระนางกลับขึ้นสู่บัลลังก์อีกครั้งหนึ่งพระนางก็ได้ทรงแต่งตั้งให้พระภิกษุในพระพุทธศาสนาเป็นเสนาบดีในรัฐบาลของพระนาง


สองนิกายของยุคไฮอัน

การให้การสนับสุนอย่างเข้มแข็งโดยรัฐบาลและการมีอิทธิพลเพิ่มขึ้นของพระภิกษุสงฆ์และวัดวาอารามต่างๆในครั้งนี้ได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ มีประชาชนเป็นจำนวนมากได้เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุเพียงเพื่อหวังผลประโยชน์และเกียรติยศชื่อเสียงและทำให้ภิกษุภาวะเสื่อมทรามลงทางด้านวัตรปฏิบัติและคุณธรรม การเข้าไปเกี่ยวข้องของพระสงฆ์ในทางการเมืองยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก สิ่งนี้เองเป็นเหตุให้เกิดการล่มสลายของรัฐบาลที่นครนารา และเพื่อจะหลบหนีจากอิทธิพลของพระสงฆ์ที่มีความมั่งคั่งและมีอิทธิพลทางการเมืองอยู่ที่ศูนย์กลางพุทธศาสนาอันยิ่งใหญ่ที่เพิ่มพูนมากขึ้นรอบราชสำนักของญี่ปุ่น ที่ตั้งของรัฐบาลจึงได้ถูกย้ายไปอยู่ที่ไฮอัน(หรือต่อมาเรียกว่าเกียวโต) ในปี ค.ศ. 1327 ณ ที่เมืองหลวงแห่งใหม่นี้ พระจักรพรรดิได้ประกาศพระราชโองการหลายต่อหลายครั้งเร่งเร้าให้พระสงฆ์ดำรงอยู่ในคุณธรรมและมีวัตรปฎิบัติที่เหมาะสม และจากจุดนี้เองได้ไปสนับสนุนให้เกิดนิกายใหม่ขึ้นมา 2 นิกาย คือ นิกานเทนได และนิกายชินกอน ซึ่งเจริญเติบโตทั้งในด้านอิทธิพลและความนิยมจนกระทั่งสิ้นสุดของยุคไฮอันในปี ค.ศ. 1727  ในขณะที่นิกายทั้งหกของนาราได้อับแสงสิ้นอิทธิพลลง ในระหว่างนี้ได้มีการเสริมสร้างให้เกิดความปรองดองระหว่างศาสนาชินโตและศาสนาพุทธโดยได้เปลี่ยนแปลงเทพเจ้าของศาสนาชินโให้เป็นพระโพธิสัตว์ ต่อจากนั้นพระพุทธศาสนาก็ได้ยุติการเป็นศาสนาสำคัญและกลายเป็นพุทธศาสนาของชาติญี่ปุ่นอย่างแท้จริง โดยเหตุนี้เองญี่ปุ่นก็จึงก้าวเข้าสู่ยุคคลาสสิคของศิลปะ วรรณคดีและศาสนา
นิกายเทนไดซึ่งอิงอยู่กับสูตรดอกบัว (สัทธรรมปุณฑริกสูตร) และเน้นที่ความสามารถของสรรพสัตว์ที่จะบรรลุพุทธภาวะได้ จึงถูกก่อตั้งขึ้นโดยเป็นการสังเคราะห์หลักคำสอนและหลักปฏิบัติของนิกายเทียนไท, นิกายเซน  นิกายมนตรยาน และนิกายวินัย นิกายชินกอนเป็นมนตรยานอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งสอนหลักการอันศักดิ์สิทธิ์และพิธีกรรมอันลี้ลับ เป็นนิกายที่สอนทั้งเนื้อแท้อันเป็นสาระของคำสอนของมนตรยานดั้งเดิม และพิธีกรรมของการสาธยายมนตรา ด้วยเหตุที่สองนิกายนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อแนวปฏิบัติอันฟอนเฟะของพระภิกษุสงฆ์ของเมืองนารา ศูนย์กลางวัดของพระเหล่านี้จึงถูกตั้งขึ้นในสถานที่ห่างไกลบนภูเขา ปรัชญาและพิธีกรรมของพระนิกายเหล่านี้ก็ยังมีความสลับซับซ้อนทำให้ไม่ง่ายนักที่ประชาชนธรรมดาจะเข้าใจได้ ด้วยเหตุนี้ในช่วงปลายของยุคไฮอัน หลักคำสอนเพื่อการหลุดพ้นโดยใช้ศรัทธาผ่านทางการจงรักภักดีต่อพระอมิดาพุทธจึงได้เริ่มพัฒนาขึ้น เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับนิกายทั้งสองนั้น ประชาชนธรรมดาจะยอมรับก็เฉพาะในเรื่องความลี้ลับเหนือธรรมชาติที่ติดอยู่ในนิกายทั้งสองนั้นเท่านั้น นิกายชินกอนเกิดการฟอนเฟะมากยิ่งขึ้นจนถึงขนาดมีการสวดมนต์อ้อนวอนเพื่อขอพรขอผลประโยชน์ในทางโลกแต่เพียงอย่างเดียว ในที่สุดศูนย์กลางวัดของทั้งสองนิกายก็ได้กลายเป็นเรื่องทางโลกและฟอนเฟะไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว มีสภาพย่ำแย่เลยเถิดมากจนถึงขนาดมีทหารหรือนักรบพระมาอยู่ประจำในวัดเพื่อใช้สู้รบประหัตประหารกัน

สามนิกายของยุคกามาสุกะ

เนื่องจากเกิดสงครามบ่อยครั้ง เกิดความวิปริตปรผันทางสังคม และเกิดภัยทางธรรมชาติ จึงได้ส่งผลให้การปกครองของจักรวรรติญี่ปุนสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 1696 และเป็นการสิ้นสุดของยุคไฮอันอีกเช่นเดียวกัน ติดตามมาด้วยการเกิดขึ้นของลัทธิศักดินาและยุคกามากุระของโชกุนซึ่งกินเวลานานจวบจนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 1876 ความบีบคั้นทางจิตใจอย่างใหญ่หลวงที่ประชาชนประสบในระหว่างยุคบ้านเมืองเกิดความระส่ำระสายวุ่นวายนี้เป็นตัวกระตุ้นให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องสร้างความง่ายให้แก่ทฤษฎีและหลักปฏิบัติของศาสนาเพื่อให้เหมาะสมกับความจำเป็นของประชาชนธรรมดา จุดนี้เองก็ได้จึงนำไปสู่การก่อกำเนิดรูปแบบของพระพุทธศาสนาที่สำคัญ 3 รูปแบบ ซึ่งเฟื่องฟูขึ้นในญี่ปุ่นยุคใหม่


1.นิกายพระพุทธศาสนาดินแดนบริสุทธิ์ หรือลัทธิอมิดาพุทธะ ที่เชื่อในเรื่องการหลุดพ้นด้วยศรัทธา เป็นนิกายที่สอนให้พึ่งพาพระเกียรติคุณของพระอมิดาพุทธะเพื่อที่จะได้ไปเกิดในสวรรค์ของโชโดในทิศตะวันตก หรือดินแดนสุขาวดี ซึ่งจะไปเกิดในที่นี้ได้ก็ด้วยการมีศรัทธาในอำนาจของพระอมิดาพทธที่จะมาช่วยและด้วยการเอ่ยนามของท่านด้วยศรัทธา ทั้งนี้ด้วยการกล่าว เนมบุตสะ ว่า “นมู อิมิตาบุตสุ”---ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระอมิตาภาพุทธะ ศรัทธาของนิกายนี้มีลัญลักษณ์เป็นพระไดบุตสุหรือพระพุทธรูปของพระอมิดาพุทธะซึ่งสร้างไว้ที่กามากุระในปี พ.ศ. 1795 พระพระพุทธศาสนารูปแบบนี้มี 2 นิกายซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกันในทางประวัติศาสตร์ ดังต่อไปนี้

1.1 นิกายโจโด จัดตั้งโดยท่านโฮเนน ซึ่งดำเนินการให้ศิษยานุศิษย์สาธยายเนมบุตสุ
1.2 นิกายชิน หรือ โจโด-ชิน(ดินแดนบริสุทธิ์แท้ๆ) ก่อตั้งโดยท่านชินรัน ศิษย์ของท่านโฮเนน เป็นการปฏิรูปนิกายโจโด ท่านชินรันได้เน้นให้พึ่งพาอาศัยอำนาจภายนอกของพระอมิดาพุทธะ และความเสมอภาคของสรรพสัตว์ต่อหน้าพระพุทธเจ้า การปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของความไว้เนื้อเชื่อใจในอำนาจของตนเองของบุคคลและการขาดความไว้เนื้อเชื่อใจในพระเกียรติคุณของพระอมิตดาพุทธะ จะต้องไม่นำมาใช้เป็นอันขาด ด้วยเหตุนี้ นิกายชินจึงยกเลิกในเรื่องวินัยของพระสงฆ์และการกระทำต่างๆที่เป็นความพยายามบากบั่นของตนเองอย่างเช่นการศึกษาหลักคำสอน การทำสมาธิ และพิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งในเรื่องของการทำนายโชคชะตา  โหราศาสตร์ และการสวดมนต์ต่างๆด้วย กับทั้งไม่มีข้อแบ่งแยกระหว่างพระสงฆ์และฆราวาส ท่านชินรันและผู้นำของนิกายนี้ในเวลาต่อมาก็ได้แต่งงานและดำเนินชีวิตแบบฆราวาสอยู่ในหมู่ประชาชนทั่วไป


2. นิกายเซน เป็นนิกายนั่งสมาธิ ซึ่งเน้นที่ความมีอยู่ของพุทธภาวะดั้งเดิมในทุกสรรพสัตว์ และมีความเชื่อในการตรัสรู้ทันทีทันใดด้วยการใช้จิตแนะนำจิตโดยปราศจากการพึ่งพาถ้อยคำและตัวอักษร การปฏิบัติสมาธิ(ซาเซน)  การปฏิบัติตามหลักศีลธรรม การกระทำต่างๆในชีวิตประจำวัน และการทำงานเพื่อรับใช้มวลมนุษยชาติอย่างจริงจัง ล้วนเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่จะได้สามารถบรรลุถึงซาโตรี หรือการรู้แจ้งเห็นจริง ในสองอนุนิกายของนิกายเซน คือนิกาย รินไซ เซน ซึ่งเน้นในเรื่องวินับที่เคร่งครัด และให้ใช้กลวิธี(โกน)ในการทำสมาธินั้นเป็นที่นิยมสำหรับสมาชิกที่เป็นทหารและของชนชั้นปกครองอย่างเช่นพวกซามูไร ในขณะที่อนุนิกาย โซโต เซน ซึ่งเน้นในเรื่องหลักทางจริยศาสตร์ การปฏิบัติแบบพระโพธิสัตว์ และการนั่งสมาธิแบบนิ่งๆแบบรอผลนั้น เป็นที่นิยมกันในหมู่ประชาชนทั่วไป


3.  นิกายนิชิเรน เป็นพระพุทธศาสนาที่เป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนอีกรูปแบบหนึ่ง ผู้ก่อตั้งของนิกายนี้มีชื่อว่านิชิเรน เป็นพระภิกษุที่มีจิตใจแกร่งกล้าดุจทหารและมีเลือดรักชาติ ท่านสอนว่าทุกคนควรมีศรัทธาอย่างเต็มที่ในพระศากยมุนีพุทธะผู้นิรันดร์  และว่าหลักคำสอนที่แท้จริงมีอย่างเดียวคือคำสอนของสัทธรรมปุณฑริกสูตร และว่า สันติภาพและความสุขทั้งของปัจเจกบุคคลและของชาติจะสามารถบรรลุได้ก็โดยแค่ปฏิบัติตามคำสอนที่แท้จริงนี้เท่านั้น ศิษยานุศิษย์ของนิกายนี้ถูกสอนให้มีความจงรักภักดีต่อพระสูตรและนำคำสอนไปปฏิบัติโดยการกล่าวคำซ้ำๆว่า “นะมู ไมโอ โฮเรงเก็กโย ---ขอนอบน้อมจงมีแด่สูตรดอกบัวแห่งกฎแห่งความมหัศจรรย์”  ท่านนิชิเรนทำการโจมตีนิกายอื่นๆทั้งหมดโดยประกาศว่าเป็นหลักคำสอนและหลักปฏิบัติที่ผิดและเป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพของประเทศชาติ ท่านและนิกายของท่านจึงเกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับนิกายอื่นๆและประสบกับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากตลอดช่วงที่มีการปราบปราบศาสนา แม้กระนั้นก็ตาม นิกายนี้ก็ยังคงเจริญเติบโตอยู่ต่อไป ทั้งผู้ก่อตั้งและผู้ปฏิบัติตามของนิกายนี้มีความเชื่อว่าคำสอนของนิกายนี้จะได้รับการยอมรับทั่วทั้งโลกเลยทีเดียว


โดยการเกิดขึ้นของนิกายใหม่เหล่านี้ ทำให้พระพุทธศาสนาได้รับการยอมรับจากประชาชนชาวญี่ปุ่น หากในยุคไฮแสดงให้เห็นถึงว่าพระพุทธศาสนาได้หล่อหลอมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชาติในญี่ปุ่น ในระหว่างยุคกามากุระนี้ พระพุทธศาสนาได้บรรลุถึงความได้รับความนิยมในหมู่ประชาชน วัดวาอารามต่างๆได้ถูกสร้างขึ้นในเกือบจะทุกเมืองและทุกหมู่บ้าน แม้ว่าจะมีนิกายย่อยหรืออนุนิกายปรากฏขึ้นมาในนิกายเก่าทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็ไม่มีการก่อตั้งนิกายพระพุทธศาสนาที่สำคัญๆและที่มีขนาดใหญ่และใหม่ขึ้นมาในญี่ปุ่นนับแต่นั้นมา


หลังจากยุคกามากุระนั้นแล้ว ที่ตั้งของรัฐบาลโชกุนก็ได้ถูกย้ายไปอยู่ที่เกียวโต  แม้ว่าจะเกิดสงครามกลางเมืองและเกิดภัยภัยธรรมชาติรุนแรงอย่างไร ภาวะผู้นำทางวัฒนธรรมก็ยังคงอยู่ในตัวของพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภิกษุสงฆ์ของนิกายเซน และศิลปะต่างๆก็ได้เฟื่องฟูขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อิทธิพลของเซนปรากฏให้เห็นในการพัฒนาเป็นรูปแบบของประเพณีการชงชา การจัดดอกไม้  การจัดสวน การวาดภาพ และงานศิลปะอย่างอื่น  ตลอดจนพัฒนาไปสู่รูปแบบของยูโด เคนโด และบูชิโด ซึ่งเป็นหลักจริยศาสตร์ของซามูไร

การปราบปราบพระพุทธศาสนา

สงครามภายในที่เกิดอย่างต่อเนื่องและการเกิดความวุ่นวายในระหว่างช่วงร้อยปีซึ่งเริ่มต้นด้วยการกบฏในปี พ.ศ. 2010 นั้น ได้นำจุดจบมาสู่ตระกูลใหญ่ๆของยุคก่อนเกือบจะทั้งหมด และยังนำมาสู่การเกิดขึ้นของครอบครัวที่มีอิทธิพลใหม่ๆบางครอบครัวและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทั้งพระในศาสนาอื่นและพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาต่างก็เข้าร่วมในการสงครามและการสู้รบเพื่อปกป้องตนเองหรือเพื่อช่วงชิงให้ได้มาซึ่งอำนาจ มีความขัดแย้งเกิดขึ้นหลายอย่างระหว่างกลุ่มศาสนาต่างๆอย่างเช่นศิษยานุศิษย์ของท่านนิชิเรน ศิษยานุศิษย์ของท่านชินรัน และพวกทหารพระของท่านเทนได คนเหล่านี้ถึงกับเข้าฝ่ายกับฟิวดัลลอร์ดบางคนเพื่อให้ต่อสู้กับฟิวดัลลอร์ดอื่นอย่างนี้ก็มี ด้วยเหตุนี้เมื่อพวกมิชชั่นนารีคริสตังชาวโปรดุเกส เข้ามาที่ญี่ปุ่นในราวปี พ.ศ. 2100 นั้น โนบุนาคา ซึ่งตอนนั้นเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในญี่ปุ่นจึงได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมของมิชชั่นนารีพวกนี้ โนบุนาคา กระทำความรุนแรงมากถึงกับเข้าโจมตีกองทัพของวัดบนภูเขาอิไอ ได้เผาวัดวาอารามเป็นจำนวนราว 3,000 วัด และได้สังหารผู้ที่พำนักอยู่ในวัดทั้งหมด ถึงแม้ว่าโนบุนาคาจะไม่สามารถเอาชนะท่านเจ้าอาวาสเคนโยแห่งโอซากาได้แต่ทั้งสองฝ่ายก็ได้ยอมรับในข้อตกลงระหว่างกัน อำนาจทางการเมืองและทางการทหารของวัดวาอารามต่างๆก็ได้เสื่อมคลายไปโดยไม่มีวันหวนกลับมาเหมือนเก่าได้อีกเลย อิทธิพลของพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่นไม่เคยได้กลับมายิ่งใหญ่ในระดับเดิมได้นับแต่นั้นเป็นต้นมา


การให้การสนับสนุนของรัฐบาลต่อศาสนาคริสต์ก็ทำอยู่ได้ไม่นาน เพราะเกิดการทะเลาะวิวาทกันระหว่างพระชาวโปรกุเกสและพระชาวสเปน  และระหว่างพระชาวสเปนกับพระชาวฮอลันดา ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2136ถึง พ.ศ. 2154 เหตุการณ์ครั้งนี้ได้นำไปสู่การปราบปราบเข่นฆ่าชาวคริสตังและในที่สุดก็นำไปสู่นโยบายปิดประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2167  ในการดำเนินการเพื่อยุติอิทธิพลของศาสนาคริสต์และใช้อิทธิพลของศาสนาพุทธเพื่อเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายรัฐบาลนั้น รัฐบาลญี่ปุ่นไห้หันกลับมาหาพระพุทธศาสนา ได้ทำการควบคุมสถาบันทางพระพุทธศาสนาด้วยการใช้กฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดของรัฐ และทำให้สถาบันเหล่านี้เป็นประโยชน์เพื่อการดำรงอยู่ในอำนาจของรัฐบาลเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว ศาสนาขงจื้อได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่  ด้วยเหตุนี้สถาบันทางพุทธศาสนาต่างๆก็ได้อ่อนแอลงและกิจกรรมทางสติปัญญาทั้งปวงของศาสนาพุทธก็ได้เสื่อมถอยลง ในขณะที่ประชาชนหันเข้าหาความสุขทางโลกและแสวงหาความมั่งคั่งร่ำรวยทางวัตถุ วัดต่างๆก็ได้ส่งเสริมในเรื่องเหล่านี้ผ่านทางพิธีกรรมและความเชื่อซึ่งสนองตอบต่อเป้าหมายของทางโลกได้ และทั้งพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาและพระในศาสนาอื่นต่างก็ได้ปรับตัวดำเนินชีวิตแบบสบายๆ ด้วยเหตุนี้ตลอดช่วงยุคโตกุกาวาหรือยุคเอโดะ (หว่าง พ.ศ. 2146 ถึง 2410) ซึ่งในช่วงดังกล่าวเมืองหลวงได้ถูกตั้งขึ้นที่เอโดะหรือโตเกียว จึงไม่มีการพัฒนาที่สำคัญในพระพุทธศาสนาของญี่ปุ่น และในช่วงเวลานี้ก็ได้เกิดขบวนการที่จะทำให้ศาสนาชินโตเป็นศาสนาประจำชาติของญี่ปุ่นเสียอีกด้วย


การสร้างความทันสมัยของญี่ปุ่นเริ่มขึ้นด้วยการเริ่มยุคเมจิในปี พ.ศ. 2411 อันเป็นช่วงที่อำนาจและการบริหารได้ถูกเรียกกลับจากโชกุนมาให้อยู่กับพระจักรพรรดิ นโยบายปิดประเทศได้ยุติลง และวัฒนธรรมตะวันตกได้รับอนุญาตให้นำเข้าได้โดยเสรีและโดยไม่มีข้อจำกัด  ดังนั้นเพื่อเป็นการยืนยันในอำนาจสูงสุดของพระจักรพรรดิที่ได้มาโดยผ่านทางเทพเจ้าและเพื่อเสริมสร้างลัทธิชาตินิยมให้แข็งแกร่งมากขึ้น ศาสนาชินโตจึงได้ถูกแยกออกจากศาสนาพุทธและได้รับการสถาปนาให้เป็นศาสนาแห่งชาติของญี่ปุ่น  ความเชื่อและการบูชาในแบบของชาวพุทธถูกห้ามมิให้นำมาใช้ในราชสำนักแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่น และมีแม้กระทั่งบวนการที่เรียกว่า ไฮบุตสุ กิศากุ เพื่อที่จะกำจัดพระพุทธศาสนาในญี่ปุ่น  ช่วงนี้จึงเป็นช่วงวิกฤติสำหรับพระพุทธศาสนา แม้ว่าพุทธศาสนาจะสามารถฟื้นฟูพลังความเข้มแข็งขึ้นมาได้ระดับหนึ่งและรัฐบาลญี่ปุ่นจะลดความเข้มข้นของนโยบายต่อต้านพระพุทธศาสนาลงมาบ้างแล้วก็ตาม.



พระเจ้าปุษยมิตร ศุงคะ และพระพุทธศาสนา


ปุษยมิตร ศุงคะ หรือปุษปัตมิตร ปกครองอินเดียระหว่าง 185-151ก่อนค.ศ. เดิมปุษยมิตรเป็นนายพลและเป็นเสนาบดีของกองทัพแห่งราชวงศ์เมารยะ เขาได้ปลงพระชนม์พระเจ้าพฤหทรถะ จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์เมารยะเมื่อ 185 ก่อน ค.ศ. แล้วปราบดาภิเษกตนเองเป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์ศุงคะในประวัติศาสตร์อินเดีย ปุษยมิตร ศุงคะ ได้ประกอบพิธีอัศวเมธ หรือพิธีปล่อยม้าอุปการตามประเพณีของกษัตริย์อินเดียโบราณ (เป็นพิธีฆ่าม้าบูชายัญ คือมีการปล่อยม้าอุปการให้ผ่านดินแดนต่างๆโดยมีกองทัพติดตามไปด้วย หากม้าอุปการได้รับการต้อนรับจากกษัตริย์ในดินแดนที่ม้านั้นผ่านเข้าไป ก็แสดงว่ายอมโอนอ่อนยอมเป็นเมืองขึ้น แต่หากมีการขัดขืน ก็จะใช้กองทัพเข้าโรมรัน เสร็จแล้วก็จะนำม้านั้นกลับมาฆ่าบูชายัญ) ทำให้พระองค์สามารถนำดินแดนทั้งหมดทางภาคเหนือเข้ามาอยู่ในอำนาจการปกครองของพระองค์ได้สำเร็จ อาณาจักรของพระองค์ได้ขยายออกไปไกลถึงชลันธาร์ในปัญจาบดังจารึกของศุงคะที่ค้นพบที่ชลันธาร์ คัมภีร์ทิวยาวทานระบุว่าอาณาจักรของพระองค์กว้างใหญ่ไพศาลไปจรดสาคละหรือเสียลโกต
 

ปุษยมิตร ศุงคะ เป็นพระมหากษัตริย์นับถือศาสนาฮินดู  ทรงเป็นปฏิปักษ์ต่อชาวพุทธ และกดขี่ข่มเหงศาสนาพุทธอย่างรุนแรง  ในตำนานชาวพุทธเล่มหนึ่งบอกว่าพระเจ้าปุษยมิตรทรงใช้มาตรการยุดยั้งการเผยแผ่ของศาสนาพุทธโดยถือว่า”เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของบรรดาโอรสของเหล่าศากยะ และทรงเป็นผู้ทำลายล้างศาสนาที่มีความโหดเหี้ยมมากที่สุด” ในทิวยาวทานระบุว่า ปุษยมิตร ศุงคะ ได้ทำลายสถูปและวิหารทางพระพุทธศาสนาที่สร้างโดยพระจักรพรรดิอโศกไปเป็นจำนวนมาก และพระองค์มีแนวโน้มที่จะทำลายผลงานทั้งหลายของพระเจ้าอโศก

แต่นักประวัติศาสตร์บางคนได้ปฏิเสธในเรื่องที่ว่าพระเจ้าปุษยมิตรเป็นปฏิปักษ์ต่อพระพุทธศาสนา โดยระบุว่าข้ออ้างในอโศกกาวทานและทิวยาวทานล้วนแต่พูดเกินความจริง โดยเฉพาะอโศกาวทานระบุว่าพระเจ้าปุษยมิตรโจมตีราชวงศ์เมารยะข้อนี้จริง แต่ที่บอกว่าพระองค์เป็นศัตรูของพระพุทธศาสนานั้นไม่จริง เพียงแต่พระองค์ทรงลดอิทธิพลของพระพุทธศาสนาในราชสำนักของพระองค์ก็แค่นั้นเอง

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงว่าพระพุทธศาสนาได้รับการอุปถัมภ์จากพระเจ้าปุษยมิตร ศุงคะ ดังปรากฏในศิลาจารึกที่ตรงประตูของภารหุตซึ่งก่อสร้างในระหว่างที่ราชวงศ์ศุงคะกำลังรุ่งเรือง  แม้แต่เซอร์ จอห์น มาร์แชลล์ ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่าสถูปศาญจิได้รับการบูรณะโดยพระเจ้าปุษยมิตร ศุงคะก่อนที่จะได้รับการบูรณะอีกครั้งโดยพระเจ้าอัคนิมิตรผู้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์ ในทำนองเดียวกัน สถูปดีโอโกธาร์ที่ตั้งอยู่ระหว่างศาญจิกับภารหุตได้รับการบูรณะในช่วงเวลาเดียวกัน

ในรัชสมัยของพระเจ้าปุษยมิตรมีแต่การสงครามซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของยุคนั้น พระเจ้าปุษยมิตรได้ทำการสู้รบกับแคว้นอันธระ แคว้นจักรกาลิงคะ แคว้นอินเดีย-กรีก  แคว้นปัญจาละ และแคว้นมธุรา หลังจากที่ได้สังหารกษัตริย์พฤหทรถะกษัตริย์พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์เมารยะในระหว่างการตรวจพลสวนสนามแล้ว พระเจ้าปุษยมิตร ศุงคะก็ได้ทรงต้านทานการบุกของพวกกรีกบากเตรีย

พระมหากษัตริย์กรีกของอาณาจักรกรีก-บากเตรีย ได้โจมตีเข้ามาทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือในระหว่าง 180 ก่อน ค.ศ. และในที่สุดได้ยึดดินแดนของแคว้นปัญจาบได้เกือบทั้งหมด พระมหากษัตริย์กรีกของราชวงศ์นี้ปกครองอยู่ที่เมืองมธุราช่วงระยะหนึ่งต่อจากนั้นก็ได้รณรงค์เข้ามาทางทิศตะวันออกจนถึงเมืองปาตลีบุตร แต่กองทัพของพระเจ้าปุษยมิตรสามารถผลักดันขับไล่พวกอินเดีย-กรีกเหล่านี้ได้สำเร็จ  เมืองมธุราถูกยึดคืนมาได้จากพวกกรีกและถูกปกครองโดยราชวงศ์ศุงคะมาจนถึงสิ้นศตวรรษที่ 2 ก่อน ค.ศ.  พระเจ้าปุษยมิต ศุงคะ สิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 151 ปีก่อน ค.ศ. และโอรสของพระองค์คือพระเจ้าอัคนิมิตรก็ได้ขึ้นครองราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์.